⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7826/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2560

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ · ป.อาญา ม.32, 33, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดตามข้อกล่าวอ้าง และหากยังมีข้อสงสัยตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย. การกระทำเพียงต้มใบพืชกระท่อมแล้วกรองเอาน้ำที่ได้จากการต้มในปริมาณเล็กน้อย ยังไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5.

ย่อคำพิพากษา

บ. ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าที่ขนำที่เกิดเหตุมักจะมีวัยรุ่นมั่วสุมต้มและเสพน้ำต้มพืชกระท่อมเป็นประจำ บ. กับพวกรวม 6 คน จึงนำกำลังไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยนั่งอยู่ปลายเตียงกำลังต้มใบพืชกระท่อมจึงได้ทำการตรวจค้น พบกระเป๋าสะพาย 1 ใบ วางอยู่บนชั้นวางของในขนำข้างประตูภายในมีอาวุธปืนพกลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ไม่มีหมายเลขทะเบียน และกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 3 นัด การที่พบจำเลยอยู่ในขนำที่เกิดเหตุเพียงคนเดียวและตรวจพบอาวุธปืนของกลางดังกล่าวอาจจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยอาจจะมีส่วนร่วมหรือเป็นข้อพิรุธสงสัยที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดแต่ก็ไม่อาจรับฟังยืนยันเชิงตรรกะว่าจำเลยได้กระทำผิดนั้นจริง ในคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดตามข้อกล่าวอ้าง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174 แต่พยานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท แม้ศาลไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ แต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงต้มใบพืชกระท่อมแล้วกรองเอาน้ำที่ได้จากการต้ม 1 ถุง ปริมาตร 700 มิลลิลิตร ถือว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพและมีปริมาณเพียงเล็กน้อย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ไม่ชอบ และแม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.26 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.75 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.76 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.6 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.137 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.144

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.174 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้และขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 36/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาผลิตและมีพืชกระท่อมอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียว กับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง, 76 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91)พิเคราะห์รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาแล้ว เห็นว่า ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ประกอบกับพฤติการณ์การกระทำความผิดไม่ใช่กรณีร้ายแรง ความประพฤติด้านอื่นของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรงและการลงโทษจำเลยไปเสียทีเดียวจะไม่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขจำเลย สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ในสถานพินิจ 6 เดือน เพื่อการบำบัดอาการติดยาเสพติดและเรียนหนังสือหรือฝึกวิชาชีพในระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดีและห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ริบอาวุธปืนและหม้อหุงข้าวของกลาง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 36/2558 ของศาลชั้นต้น นั้น เมื่อคดีนี้ศาลให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้ จึงไม่อาจมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ระยะเวลารอการกำหนดโทษ เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลา และสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกเบญจพล รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรสะเดากับพวกจับกุมจำเลยขณะกำลังต้มน้ำพืชกระท่อมอยู่ในขนำที่เกิดเหตุและพบอาวุธปืนพกลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซอง 3 นัด อยู่ในกระเป๋าสะพายวางอยู่บนชั้นวางของ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกเบญจพล และดาบตำรวจสมพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสะเดา ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกเบญจพลรับแจ้งจากพลเมืองดีว่าที่ขนำที่เกิดเหตุมักจะมีกลุ่มวัยรุ่นมามั่วสุมต้มและเสพน้ำต้มพืชกระท่อมเป็นประจำ และขณะนี้กำลังมั่วสุมกันอยู่ ร้อยตำรวจเอกเบญจพลรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วนำกำลังเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมทั้งดาบตำรวจสมพงศ์ รวม 6 คน ใช้รถยนต์ 2 คัน พร้อมพลเมืองดีที่มาแจ้งเหตุเดินทางไปยังขนำที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบเห็นจำเลยนั่งอยู่ปลายเตียงกำลังต้มน้ำพืชกระท่อมจึงได้ทำการตรวจค้นและได้พบกระเป๋าสะพาย 1 ใบ วางอยู่บนชั้นวางของในขนำข้างประตูภายในกระเป๋ามีอาวุธปืนพกลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ไม่มีหมายเลขทะเบียนใส่อยู่ในซองพกและกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 3 นัด จึงยึดเป็นของกลาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในขณะที่ร้อยตำรวจเอกเบญจพลได้รับแจ้งนั้นปรากฏความว่าที่ขนำที่เกิดเหตุมักจะมีกลุ่มวัยรุ่นมามั่วสุมต้มและเสพน้ำต้มพืชกระท่อมเป็นประจำและในขณะนั้นกำลังมั่วสุมกันอยู่ โดยพลเมืองดีที่มาแจ้งเหตุก็ได้เดินทางไปยังขนำที่เกิดเหตุด้วย แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับพบจำเลยเพียงคนเดียวซึ่งจำเลยได้ต่อสู้คดีมาโดยตลอดทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง ยังมีคนอื่นซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยพาจำเลยมาที่ขนำที่เกิดเหตุเพื่อต้มน้ำพืชกระท่อมเท่านั้น ทั้งก่อนหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเดินทางถึงที่เกิดเหตุเพื่อนของจำเลยได้ออกจากที่เกิดเหตุไปก่อน อันสอดคล้องกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นหลายคนอยู่ที่ขนำที่เกิดเหตุนั้นในช่วงที่ร้อยตำรวจเอกเบญจพลได้รับแจ้ง การที่พบจำเลยอยู่ในขนำที่เกิดเหตุเพียงคนเดียวและตรวจพบอาวุธปืนของกลางดังกล่าวอาจจะแสดงให้เห็นถึงว่าจำเลยอาจจะมีส่วนร่วมหรือเป็นข้อพิรุธสงสัยที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดแต่ก็ไม่อาจรับฟังยืนยันในเชิงตรรกะว่าจำเลยได้กระทำความผิดนั้นจริง ในคดีอาญาโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบพยานให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 ทั้งต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบได้ความดังกล่าวข้างต้นยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในฐานความผิดนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท แม้จำเลยให้การรับสารภาพและศาลไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพแต่เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงการต้มใบพืชกระท่อมแล้วกรองเอาน้ำที่ได้จากการต้ม 1 ถุง ปริมาตร 700 มิลลิลิตร ซึ่งถือว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพและมีปริมาณเพียงเล็กน้อย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และแม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และสำหรับการที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมที่สถานพินิจเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อบำบัดอาการติดยาเสพติดและให้จำเลยเรียนหนังสือหรือฝึกวิชาชีพในระยะสั้น ๆ แล้วคุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี และห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า ยังไม่เป็นการเหมาะสมเห็นควรแก้ไขเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเสียใหม่ให้เหมาะสม โดยอาศัยอำนาจประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสาม (1) กำหนดให้นักจิตวิทยาประจำศาลชั้นต้นประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามสภาพปัญหาเพื่อป้องกันมิให้จำเลยกระทำความผิดขึ้นอีก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) และให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยเสียใหม่ โดยให้นักจิตวิทยาประจำศาลชั้นต้น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมินสภาพปัญหาและจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้ตรงกับสภาพปัญหาของจำเลยและครอบครัวให้ปฏิบัติภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษและเสนอต่อศาลชั้นต้นพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อมีการปฏิบัติตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้นักจิตวิทยารายงานผลการปฏิบัติตามแผนให้ศาลชั้นต้นทราบตามระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากจำเลยหรือบิดาหรือมารดาไม่ปฏิบัติตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 137 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2560 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา โจทก์ นาย ป. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา · จำเลย - นาย ป.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศิฏฐ์ สุดลาภา · พิศล พิรุณ · จิรนิติ หะวานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา - นายสำราญ ภิญโญ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยชอ.104/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 647/2563ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา