⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 557/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาที่คู่ความมีโอกาสโต้แย้งได้ หากไม่โต้แย้งภายในกำหนด จะต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและคู่ความมีโอกาสโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไปจึงต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไปนั้นจึงไม่ชอบ และศาลฎีกาจำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายจันทร์และนางน้อย นางน้อยมารดาโจทก์ตายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ ก่อนตายนางน้อยมารดาโจทก์มีที่ดินนาอยู่ ๒ แปลง โดยนายบัวบิดาบุญธรรมยกที่ดินนา ๒ แปลงดังกล่าวให้ก่อนนางน้อยมารดาโจทก์ตายประมาณ ๑๕ ปี เมื่อนางน้อยมารดาโจทก์ตายที่ดินนา ๒ แปลงดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองที่ดินนา ๒ แปลงดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของตลอดมา ครั้น พ.ศ.๒๕๑๖ จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้นายอำเภอธวัชบุรีออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินนา ๒ แปลงดังกล่าวอ้างว่านายจันทร์บิดาโจทก์ยกให้ นายอำเภอธวัชบุรีหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินนา ๒ แปลงดังกล่าวให้จำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาททั้ง ๒ แปลงเป็นของโจทก์ ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าที่พิพาทเป็นของนายบัว มาตย์พงษ์ ปู่ของจำเลยซึ่งตายเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๑๔ ก่อนตายนายบัวได้แจ้งการครอบครองที่พิพาทไว้และไม่เคยยกที่พิพาทให้แก่ผู้ใด เมื่อนายบัวตาย มรดกของนายบัวจึงตกทอดแก่นายปัด มาตย์พงษ์ และจำเลยในฐานะเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายพัดบิดาจำเลย ฯลฯ โจทก์ถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นสืบตัวโจทก์ทั้งสองเสร็จแล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือและพยานจำเลย พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองที่พิพาทจากโจทก์ แต่คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและคู่ความมีโอกาสโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไป จึงต้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและศาลฎีกาจำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวน ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในนาพิพาททั้ง ๒ แปลงดีกว่าจำเลยทั้งสองจึงต้องฟังว่านาพิพาททั้ง ๒ แปลงเป็นของจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่เป็นของโจทก์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2518 นางทองดี สมบูรณ์ ที่ 1, นางสงัด สมบูรณ์ ที่ 2 โจทก์ นายสุพรรณ มาตย์พงษ์ ที่ 1, นายมงคล มาตย์พงษ์ ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองดี สมบูรณ์ ที่ 1, นางสงัด สมบูรณ์ ที่ 2 · ล. - นายสุพรรณ มาตย์พงษ์ ที่ 1, นายมงคล มาตย์พงษ์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · วิทูร เทพพิทักษ์ · ล้วน นิลกำแหง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเหล็ก ไทรวิจิตร · ศาลอุทธรณ์ - นายบัญชา กุลทนันทน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 5679/2553ฎีกา 1247/2510ฎีกา 4335/2539ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1498/2548ฎีกา 7927/2538ฎีกา 62/2539ฎีกา 20/2536ฎีกา 1603/2551ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1733/2498ฎีกา 5438/2537ฎีกา 3005/2541ฎีกา 801/2515ฎีกา 1166/2491ฎีกา 3502/2532ฎีกา 3790-3792/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา