⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 720/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2518

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ ซึ่งโจทก์ได้ส่งสำเนาสัญญากู้มาพร้อมกับฟ้องแล้วแม้ในฟ้องจะได้กล่าวถึงที่มาหรือมูลหนี้ของสัญญากู้ฉบับที่โจทก์ฟ้อง แต่ไม่ได้กล่าวรายละเอียดต่าง ๆ ของที่มาหรือมูลหนี้นั้นไว้ด้วย ก็ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ปัญหาการเรียกดอกเบี้ยค้างชำระได้เกิน 5 ปีหรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอายุความซึ่งศาลจะหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ฉะนั้นปัญหาเรื่องอายุความจึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์จึงฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.166 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ยืมเงินโจทก์ไปใช้ส่วนตัวบ้าง ซื้อหุ้นบริษัทบ้างและเข้าหุ้นประกอบกิจการค้าร่วมกันบ้างหลายครั้งหลายคราวได้คิดบัญชีกัน ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ แต่ไม่มีเงินชำระจึงแปลงหนี้เดิมเป็นหนี้เงินกู้โดยจำเลยทำหนังสือสัญญากู้ให้โจทก์ ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๘ เป็นเงิน ๑๗๔,๐๔๒ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อไป กำหนดใช้คืนภายในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๐ อีกฉบับหนึ่งลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๑๐ เป็นเงิน ๙๓๖,๕๐๐ บาท ดอกเบี้ยชั่งละ ๑ บาทต่อเดือน กำหนดใช้คืนภายใน ๕ เดือน ตามสำเนาท้ายฟ้อง จำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินทั้งสองรายนี้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินราย ๑๗๔,๐๔๒ บาท เป็นเวลา ๕ ปีถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๓๐,๕๓๑ บาท ดอกเบี้ยของต้นเงินราย ๙๓๖,๕๐๐ บาท เป็นเวลา ๓ ปี ๔ เดือน ๒๗ วัน เป็นเงิน ๔๗๘,๓๖๔.๒๐ บาท ทวงถามแล้วไม่ยอมชำระให้ จึงขอให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ๑,๗๑๙,๔๓๗.๒๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๑๑๐,๕๔๒ บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ไม่เคยยืมเงินของโจทก์ไปใช้ดังฟ้อง ไม่เคยทำสัญญากู้ทั้งสองฉบับให้โจทก์ โจทก์กับนายพงษ์พันธ์บุตรโจทก์และนายกิมจั๊วได้ร่วมกันปลอมสัญญากู้ดังกล่าวอันถือได้ว่าเป็นเอกสารเท็จ โจทก์ไม่น่าจะมีเงินให้จำเลยกู้สัญญากู้มิได้ปิดอากรแสตมป์ และไม่มีชื่อผู้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยยืมเงินไปใช้ส่วนตัวเท่าใด ซื้อหุ้นบริษัทอะไร เมื่อใด และเป็นเงินเท่าใดเข้าหุ้นประกอบกิจการค้าอะไร เมื่อใด การยืมเงินไปใช้ในกิจการที่โจทก์อ้างนั้น ลงในสัญญาฉบับไหนบ้าง ฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม สัญญากู้ทั้งสองฉบับปิดอากรแสตมป์และมีการขีดฆ่าแล้ว จำเลยยืมเงินโจทก์ไปใช้หลายครั้ง ไม่มีเงินชำระจึงได้ทำสัญญากู้ให้ไว้ดังฟ้องพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๑๗๔,๐๔๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้องคิดระยะเวลาเพียง ๕ ปี เป็นเงิน ๑๓๐,๕๓๑ บาท จำนวนหนึ่ง ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จอีกจำนวนหนึ่ง และให้จำเลยใช้เงิน ๙๓๖,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันกู้จนกว่าจะชำระเสร็จอีกจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยยืมเงินไปใช้ส่วนตัวเท่าใด เมื่อใด ยืมเงินไปซื้อหุ้นบริษัทอะไร จำนวนหุ้นเท่าใด มูลค่าหุ้นละเท่าใด โจทก์จำเลยเข้าหุ้นประกอบการค้าประเภทใด ได้พิเคราะห์แล้วคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ซึ่งโจทก์ได้ส่งสำเนาสัญญากู้มาพร้อมกับฟ้องแล้ว ที่โจทก์กล่าวถึงการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไปใช้ส่วนตัวหรือซื้อหุ้นบริษัทและได้ประกอบกิจการค้าร่วมกันระหว่างโจทก์จำเลยนั้น เป็นการกล่าวถึงที่มาหรือมูลหนี้ของสัญญากู้ฉบับที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ฉะนั้น รายละเอียดต่าง ๆ ของที่มาหรือมูลหนี้นั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา หาจำเป็นต้องกล่าวไว้โดยละเอียดในฟ้องไม่ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับ จากวันฟ้องในต้นเงิน ๑๗๔,๐๔๒ บาทจนกว่าจะชำระเสร็จไม่ชอบ เพราะเป็นการให้ชำระดอกเบี้ยเกิน ๕ ปี และเกินคำขอของโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นว่าในการเรียกดอกเบี้ยค้างชำระนั้น ปัญหาว่าจะเรียกได้เกิน ๕ ปีหรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอายุความซึ่งศาลจะหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ฉะนั้น ปัญหาเรื่องอายุความ จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ จึงฎีกามิได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ แต่ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอของโจทก์นั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำขอส่วนนี้ไว้แล้ว จึงหาเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ไม่ และศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงกับปัญหาอื่นที่จำเลยฎีกาแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2518 นายพานิช สัมภวคุปต์ โจทก์ นายทองอยู่ ทรงสอาด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพานิช สัมภวคุปต์ · ล. - นายทองอยู่ ทรงสอาด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บัญญัติ สุชีวะ · เดช วุฒิสิงห์ชัย · ผสม จิตรชุ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร โรจนวิภาต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3245/2534ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา