⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1915/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1915/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 แต่จำเลยมีสิทธิฎีกาสำหรับคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้องโจทก์รวมทั้งคดีส่วนแพ่งไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดังนี้ คำสั่งศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาในส่วนอาญา แต่มีสิทธิฎีกาสำหรับคดีส่วนแพ่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.170 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.28 พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.45 พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่านาของจำเลย ตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ โจทก์มีสิทธิเช่านาจำเลยต่อไปอีก ๖ ปี จำเลยกับพวกได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปไถหว่าน ทำให้โจทก์ไม่อาจทำนาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙ เป็นการรบกวนการครอบครองที่นาซึ่งโจทก์เป็นผู้เช่าโดยปกติสุข และทำให้โจทก์ไม่อาจเช่านาได้ครบ ๖ ปี นับแต่วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๗ ที่พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ ใช้บังคับ โจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน ๙,๐๐๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒,๓๖๕ พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๕, ๒๘ ให้จำเลยให้โจทก์เช่านาพิพาทเป็นเวลา ๖ ปี นับแต่วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๗ ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครอง หากโจทก์ไม่อาจเข้าทำนาได้ ก็ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๙,๐๐๐ บาทจนกว่าโจทก์จะเข้าทำนาแปลงพิพาทได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีโจทก์มีมูล พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์รวมทั้งคดีสวนแพ่งไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในส่วนอาญา เห็นว่าคดีนี้อยู่ในชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๗๐ บัญญัติว่า คำสั่งศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ฉะนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ว่าคดีมีมูล ย่อมถึงที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา สำหรับคดีส่วนแพ่ง เห็นว่าจำเลยมีสิทธิฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๗ และเห็นว่าคดีแพ่งเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องรวมมาในคดีอาญาได้ พิพากษายืน (ขจร หะวานนท์ - สนับ คัมภีรยส - สมคิด มงคลชาติ ศาลจังหวัดชัยนาท นายไพริน มะนุญพร ศาลอุทธรณ์ นายบัญชา กุลทนันทน์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1915/2519 นางบุญธรรม อ่วมทอง โจทก์ นางสาวกรองกาญจน์ ส่งเสริมอุดมชัย ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญธรรม อ่วมทอง · ล. - นางสาวกรองกาญจน์ ส่งเสริมอุดมชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3874/2556ฎีกา 6390/2550ฎีกา 1539/2548ฎีกา 3145/2524ฎีกา 973/2536ฎีกา 318/2527ฎีกา 380/2537ฎีกา 4936/2536ฎีกา 1701/2538ฎีกา 318-329/2525ฎีกา 1792/2559ฎีกา 907/2503ฎีกา 1228/2498ฎีกา 3643/2537ฎีกา 2358/2518ฎีกา 3782/2536ฎีกา 658-660/2505ฎีกา 7237/2537ฎีกา 464/2549ฎีกา 1363/2550ฎีกา 5667/2533ฎีกา 3492/2547ฎีกา 1178/2494ฎีกา 13043/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา