⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2302/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ฟ้องที่บรรยายโดยอ้างแผนที่สังเขปท้ายฟ้องซึ่งแสดงเขตที่พิพาทโดยชัดเจน ถือว่าได้บรรยายสภาพแห่งข้อหาทำให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม - ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในที่พิพาทตามแผนที่ที่ทำขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาได้ แม้จะแตกต่างจากแผนที่ท้ายฟ้องเล็กน้อย หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏสอดคล้องกับคำขอท้ายฟ้อง - การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่สุจริต หรือได้มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แม้ผู้ซื้อจะอ้างว่าซื้อโดยสุจริตก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์เฉพาะภายในเส้นสีแดงประตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ปรากฏว่าตามรูปแผนที่ได้แสดงเขตที่กล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกไว้ 3 ด้าน ด้านเหนือจดถนนสาธารณะ ด้านใต้จดลำน้ำแม่ประจันต์ ด้านตะวันตกจดลำห้วย แผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทำให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ในระหว่างการพิจารณาได้มีการทำแผนที่พิพาทใหม่ จำเลยที่ 2 ไม่รับรองความถูกต้อง แต่เป็นผลมาจากการที่จำเลยที่ 2 แถลงว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแผนที่ใหม่ หากโจทก์จะทำแผนที่ใหม่ก็ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมไปเอง ซึ่งเท่ากับจำเลยยินยอมให้โจทก์กระทำไปฝ่ายเดียวได้ แม้แผนที่พิพาทที่ทำมาใหม่ตามที่โจทก์นำชี้จะเหมือนกับแผนที่สังเขปท้ายฟ้องของโจทก์ ก็เป็นแผนที่พิพาทที่ชอบ และแม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินภายในวงสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ศาลก็มีอำนาจพิพากษาว่า ที่พิพาทในเส้นประสีแดงในแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ หาได้พิพากษาผิดไปจากคำขอท้ายฟ้องแต่ประการใดไม่ เมื่อที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ครอบครอง การที่จำเลยร่วมซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของ ไม่มีอำนาจโอนขาย จำเลยร่วมหาได้สิทธิ์ในที่พิพาทไม่ ถึงหากจะซื้อที่พิพาทไว้โดยสุจริตก็จะนำมาตรา 1299, 1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับมิได้ จำเลยร่วมซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โดยคำแนะนำของทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รู้ดีว่าโจทก์ จำเลยที่ 2 กำลังมีเรื่องพิพาทกันอยู่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้ แต่ก็ยังแนะนำให้จำเลยร่วมซื้อจากจำเลยที่ 2 เมื่อเป็นเช่นนี้จะฟังว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทของจำเลยร่วมเป็นไปโดยสุจริตหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิ์ห้ามจำเลยร่วมเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทได้ เมื่อมีการละเมิดย่อมมีความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 บุกรุกเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์ โจทก์จึงได้รับความเสียหายที่ขาดประโยชน์อันควรจะได้รับในที่พิพาท แม้โจทก์จะยังไม่เข้าทำประโยชน์อย่างใดในที่พิพาท ศาลก็ยังกำหนดว่าค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.458 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินภายในวงเส้นสีแดงตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกถั่ว กล้วย ผลไม้ล้มลุก และตัดฟืนในที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขาดประโยชน์คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าเดือนละ ๖๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินภายในวงเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องและให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๖๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่กล่าวให้ละเอียดว่าจำเลยบุกรุกตรงไหน เขตติดต่อกับผู้ใด ที่ดินภายในเส้นสีแดงท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ ๒ จำเลยไม่เคยบุกรุกที่ดินโจทก์ ค่าเสียหายไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่เคยเข้าทำกินในที่ดินแปลงพิพาท หากจะปลูกพืชผลในที่ดินก็จะได้ผลประโยชน์ไม่เกินเดือนละ ๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางกาญจนา สุรรัตน์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะจำเลยที่ ๒ ได้ขายที่ดินพิพาทให้นางกาญจนาโดยนางกาญจนาทราบดีแล้วว่าที่พิพาทกำลังเป็นความกันอยู่ ทำให้โจทก์เสียหาย อาจเป็นเหตุให้เรียกค่าทดแทนจากนางกาญจนาได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางกาญจนาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๓) ข. ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยที่ ๒ ขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสียก่อน เจ้าพนักงานทำมาแล้วโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่รับรอง โจทก์ขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานศาลไปทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ประสงค์จะทำแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานศาลไปทำแผนที่พิพาทได้ เมื่อเจ้าพนักงานทำแผนที่พิพาทมาแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่รับรองว่าถูกต้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยร่วมซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่พิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์ สมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยใช้ให้โจทก์เดือนละ ๕๐ บาท พิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นประสีแดงในแผนที่พิพาทที่โจทก์นำชี้เป็นของโจทก์ มีสิทธิ์ครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐ บาท จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ครอบครอง ส่วนปัญหาที่ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์เฉพาะภายในเส้นสีแดงประ ตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ๑ และปรากฏว่าตามรูปแผนที่ดังกล่าวได้แสดงหมายเขตที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกไว้ ๓ ด้านแล้ว คือทางด้านทิศเหนือจดถนนสาธารณะ ทิศตะวันตกจดลำห้วย และทิศใต้จดลำน้ำแม่ประจันต์ แผนที่สังเขปท้ายฟ้องดังกล่าวก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง จึงเท่ากับว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทำให้จำเลยเข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ บุกรุกที่ดินของโจทก์ตามที่ดินที่มีอาณาเขตดังปรากฏตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ไม่เคลือบคลุม ในปัญหาที่ว่าศาลมิได้พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จริงอยู่ในชั้นเดิมขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นได้มีแผนที่ท้ายฟ้องแนบมาด้วย แต่ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีการทำแผนที่พิพาทกันใหม่ เมื่อเจ้าพนักงานศาลทำแผนที่พิพาทมาแล้ว แม้จำเลยที่ ๒ ไม่รับรองว่าถูกต้องก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๒ แถลงว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีความจำเป็นต้องทำแผนที่พิพาทใหม่ หากโจทก์จะทำแผนที่ใหม่ก็ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมไปเอง เท่ากับว่าเป็นการยินยอมให้โจทก์กระทำไปฝ่ายเดียวได้ ซึ่งก็ปรากฏว่าเหมือนกันกับแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แผนที่พิพาทที่โจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานศาลทำมานั้น จึงชอบแล้วและศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาว่าที่พิพาทภายในเส้นประสีแดงในแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ หาได้พิพากษาผิดไปจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ประการใดไม่ ในปัญหาที่ว่าจำเลยร่วมซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่นั้น เมื่อฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ครอบครอง การที่จำเลยร่วมซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิใช่เจ้าของไม่มีอำนาจโอนขาย จำเลยร่วมจึงหาได้สิทธิ์ในที่พิพาทไม่ ถึงหากจำเลยร่วมจะซื้อที่พิพาทไว้โดยสุจริตก็จะนำมาตรา ๑๒๙๙, ๑๓๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับมิได้ อย่างไรก็ดีปรากฏว่าจำเลยร่วมซื้อที่พิพาทหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นคดีนี้แล้ว ในการซื้อที่ดินดังกล่าวได้ความจากคำเบิกความของจำเลยร่วมเองว่าเพิ่งซื้อที่ดินพิพาทนี้เป็นครั้งแรกโดยคำแนะนำของนายวีรี เภกะนันท์ ทนายจำเลยที่ ๒ ซึ่งย่อมเป็นผู้รู้ดีว่าโจทก์และจำเลยที่ ๒ กำลังมีเรื่องพิพาทกันอยู่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้ แต่ก็ยังแนะนำให้จำเลยร่วมซื้อจากจำเลยที่ ๒ เมื่อเป็นเช่นนี้จะฟังว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทของจำเลยร่วมได้เป็นไปโดยสุจริตได้อย่างไร โจทก์จึงมีสิทธิ์ห้ามมิให้จำเลยร่วมเข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาทได้ ปัญหาข้อสุดท้ายคือในเรื่องค่าเสียหายซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมฎีกาว่าโจทก์ยังมิได้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด ศาลจึงยังกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ไม่ได้นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อมีการละเมิดย่อมมีความเสียหาย คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ บุกรุกเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์ โจทก์จึงได้รับความเสียหายที่ขาดประโยชน์อันควรจะได้รับในที่พิพาทดังกล่าวและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำสืบหักล้างในเรื่องค่าเสียหายแต่อย่างใด กลับรับในคำให้การของจำเลยที่ ๒ เองว่าโจทก์เสียหายเดือนละ ๕๐ บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราดังกล่าวจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2519 นายยิ่ง เครื่องทิพย์ โจทก์ นางปุ้ย ทองประเสริฐ กับพวก ล. นางกาญจนา สุรรัตน์ จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยิ่ง เครื่องทิพย์ · ล. - นางปุ้ย ทองประเสริฐ กับพวก · จำเลยร่วม - นางกาญจนา สุรรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา สุมาวงศ์ · สงวน สิทธิไชย · อุดม จาละ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายลิขิต ไชยฤทธิ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมัย พนมวัน ณ อยุธยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1342/2509ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 991/2548ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2635/2527ฎีกา 960/2485ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1510/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา