⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2637/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2637/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาได้ ถือว่าคู่สัญญานั้นผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ตกลงกันไว้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญารับจะติดต่อทางการให้ออกใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนให้โจทก์จนเป็นผลสำเร็จ โดยโจทก์จะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลย 300,000 บาท โจทก์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้จำเลยไปแล้ว 100,000 บาท จำเลยได้ออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 100,000 บาทให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันโดยมีข้อตกลงว่าถ้าจำเลยทำการไม่สำเร็จจะคืนเช็คดังกล่าวให้จำเลย และจำเลยจะต้องคืนเงิน 100,000 บาท ให้โจทก์ ปรากฏว่าขณะโจทก์ยื่นขอรับทุนนั้น ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโจทก์จะต้องทำสัญญาและนำเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลไปวางเป็นจำนวนเงิน 250,000 บาท ต่อเมื่อได้รับอนุมัติตามคำขอแล้ว แต่ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ และแจ้งตามเงื่อนไขใหม่นี้ให้โจทก์นำเงินหรือสัญญาค้ำประกันของธนาคารไปวางเป็นมูลค่า 9,000,000 บาท ภายในวันที่กำหนดก่อนได้รับอนุมัติคำขอ ดังนี้จำนวนเงินที่โจทก์ต้องวางสูงกว่าเดิมมาก และภายในเวลาจำกัด ทั้งไม่แน่นอนว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่ การที่โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่ของคณะกรรมการที่แจ้งมาดังกล่าว ไม่ใช่ความผิดโดยตรงของโจทก์ ถือว่าจำเลยไม่สามารถติดต่อให้โจทก์ได้มาซึ่งใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนตามสัญญาจำเลยต้องคืนเงิน 100,000 บาท ให้โจทก์ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปขึ้นเงินไม่ได้ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.914

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของธนาคารศรีนคร จำกัด ลงวันที่ 16เมษายน 2517 จำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์เป็นค่าคืนเงินที่จำเลยรับไปจากโจทก์ วันที่ 17 เมษายน 2517 โจทก์นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์ ณ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารศรีนคร จำกัด ปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วจำเลยเพิกเฉยเสีย ขอให้จำเลยใช้เงิน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยออกเช็คตามฟ้องให้โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานค้ำประกันเงินค่านายหน้า ไม่มีเจตนาจะให้ใช้เงินตามเช็ค ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่ต้องใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานส่งเสริมการลงทุนเพื่อขอรับทุนส่งเสริมตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า หลังจากนั้นโจทก์ให้จำเลยวิ่งเต้นติดต่อ หากได้รับทุนตามที่ต้องการแล้วจะให้เงินจำเลยเป็นค่าตอบแทน300,000 บาท โจทก์ จำเลยได้ทำสัญญานายหน้ากัน และโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวน 100,000 บาทให้จำเลยและจำเลยได้ออกเช็คฉบับพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้ มีข้อตกลงกันว่าถ้าจำเลยวิ่งเต้นติดต่อไม่เป็นผลสำเร็จ โจทก์จะคืนเช็คพิพาทให้จำเลย และจำเลยจะคืนเงินให้โจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ว่า ขณะโจทก์ยื่นคำขอรับทุนส่งเสริมการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าเมื่อเดือนเมษายน 2516 นั้นทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีเงื่อนไขว่า เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติตามคำขอแล้ว โจทก์จะต้องทำสัญญาและนำเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลมาวางต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินงานเป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนแกนปั่นด้ายและเครื่องทอผ้าที่ได้รับอนุมัติ (แกนปั่นด้ายละ 10 บาท และเครื่องทอผ้าละ 100 บาท) ภายใน 30 วันซึ่งโจทก์อ้างว่าจะวางเงินประกันเพียงจำนวน 250,000 บาท แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2516 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่และแจ้งให้โจทก์นำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาวางต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 9,000,000 บาทภายในวันที่30 มิถุนายน 2516 ก่อนได้รับอนุมัติตามคำขอ ซึ่งเป็นจำนวนเงินวางประกันสูงกว่าเดิมมาก และภายในเวลาจำกัด ทั้งไม่แน่นอนว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่เห็นว่าการที่โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเอกสารหมาย ล.2 ได้ มิใช่เป็นความผิดโดยตรงของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยไม่สามารถติดต่อให้โจทก์ได้มาซึ่งใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนตามสัญญาได้ จำเลยจึงต้องคืนเงิน 100,000 บาทที่รับไปแก่โจทก์ตามข้อ 2 ของสัญญานายหน้าหมาย ล.1 เนื่องจากจำเลยได้ออกเช็คพิพาทเป็นการค้ำประกันการคืนเงิน 100,000 บาทให้โจทก์ไว้ตามสัญญาเช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ระหว่างโจทก์จำเลย เมื่อโจทก์คืนเช็คพิพาทให้จำเลยและขอเงินคืนแต่จำเลยขอผัดไปเรื่อย ๆ จำเลยหาหลุดพ้นจากความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ให้โจทก์ตามเช็คพิพาทไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2637/2519 นายศรีชัย เลาหะดิลก โจทก์ นายประเสริฐ สมพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายศรีชัย เลาหะดิลก · จำเลย - นายประเสริฐ สมพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ วราภรณ์ · รื่น วิไลชนม์ · ไพโรจน์ ไวกาสี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 610/2520ฎีกา 3245/2534ฎีกา 390/2536ฎีกา 698/2537ฎีกา 548/2522ฎีกา 4800/2534ฎีกา 7255/2539ฎีกา 2752/2536ฎีกา 18343/2556ฎีกา 978/2510ฎีกา 230/2501ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 425/2501ฎีกา 3329/2550ฎีกา 742/2490ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2843/2532ฎีกา 262/2473ฎีกา 2328-2329/2520ฎีกา 2242/2531ฎีกา 1123/2514ฎีกา 1/2511ฎีกา 915/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา