⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 468/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* บิดามารดาผู้มีฐานะดี ย่อมต้องรับผิดในผลละเมิดที่บุตรผู้เยาว์กระทำ หากบิดามารดาได้ใช้รถให้บุตรขับโดยรู้ว่าบุตรอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย และไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร * ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ละเมิดที่ทำให้รถที่เช่าซื้อเสียหาย และสิทธิดังกล่าวตกทอดแก่ทายาทเมื่อผู้เช่าซื้อตาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์ เป็นผู้มีฐานะดีมีรถใช้ในกิจการ 4 คัน ได้ยินยอมให้ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุ 19 ปี 6 เดือน ขับรถไปใช้ได้ และได้ความว่าผู้เยาว์เป็นคนสายตาสั้น ดังนี้ จำเลยย่อมรู้ดีว่าการขับรถของผู้เยาว์ย่อมเกิดอันตรายได้โดยง่าย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่บิดามารดา ที่จะพึงดูแลบุตร เมื่อผู้เยาว์ขับรถของจำเลยไปทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดในผลที่ผู้เยาว์กระทำละเมิดด้วย แม้ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถที่เช่าซื้อมา แต่ผู้เช่าซื้อก็ชอบที่จะใช้ประโยชน์ของรถ และมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อมีผู้ละเมิดทำให้รถที่เช่าซื้อเสียหาย ผู้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ละเมิดได้ และเมื่อผู้เช่าซื้อตาย สิทธิดังกล่าวก็ตกทอดมายังทายาทที่จะฟ้องเรียกร้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.429 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1549 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๓ นายธนศักดิ์สามีนางอุดมรัตน์ โจทก์ ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ฐ. ๕๔๙๖ จากจังหวัดชลบุรีมากรุงเทพมหานคร ตามถนนบางนา - ตราด มีโจทก์ทั้งสี่คือนางอุดมรัตน์และบุตรอีกสามคน คือเด็กหญิงธนัศญา เด็กหญิงฐาปนี เด็กชายณัฐพงศ์ กับนางสาวคำไป สวัสดิ์รัตน์ และนางจำลอง ภิรมย์รัตน์ นำไปในรถ เมื่อถึงทางระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๓ กับ ๑๔ ตำบลราชเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายนเรศ จงกมานนท์ บุตรจำเลยทั้งสองขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ข. ๒๗๖๓ ของจำเลยที่ ๑ สวนทางมาโดยประมาท ชนรถยนต์คันที่นายธนศักดิ์ขับ เป็นเหตุให้นายธนศักดิ์ ชาตบุตร และนายนเรศ จงกมานนท์ ถึงแก่ความตาย โจทก์และบุตรดังกล่าวทั้งสามคนและนางสาวคำไป สวัสดิ์รัตน์ นางจำลอง ภิรมย์รัตน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์และบุตรได้รับความเสียหาย โจทก์ขอเรียกร้องเพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายนเรศผู้เยาวว์ขับรถโดยความยินยอมเห็นชอบและเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของนายนเรศบุตรผู้เยาว์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยทั้งสองให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า นายนเรศ จงกมานนท์ ได้รับใบอนุญาตให้ขับขี่รถยนต์จากกองทะเบียนกรมตำรวจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายนเรศ จงกมานนท์ วันเกิดเหตุนายนเรศ จงกมานนท์ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไปในกิจการส่วนตัวของนายนเรศ จงกมานนท์ โดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยทั้งสอง มิได้เกี่ยวข้องกับกิจการค้าของจำเลยทั้งสอง เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของนายธนศักดิ์ ชาตบุตร จำเลยทั้งสองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลปกครองนายนเรศ จงกมานนท์ ตามหน้าที่บิดามารดาอย่างดีแล้ว โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินสมควร รถคันเกิดเหตุของนายธนศักดิ์เป็นรถที่เช่าซื้อมา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๒๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระหนี้เสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ เป็นเงิน ๓๔,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่เกิดรถชนกันนั้น เกิดจากความประมาทของนายนเรศฝ่ายเดียว และศาลล่างกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้นเป็นการสมควรแก่กรณีแล้ว วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่บิดามารดาที่จะพึงดูแลบุตรหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายนเรศอายุ ๑๙ ปี ๖ เดือน เป็นบุตรของจำเลยทั้งสองซึ่งมีฐานะดี จำเลยมีรถยนต์ใช้ในกิจการ ๔ คัน รถยนต์คันที่นายนเรศขับไปชนนายธนศักดิ์นั้น เป็นรถยนต์คันหนึ่งของจำเลยโดยนายนเรศใช้กุญแจประจำคันเกิดเหตุขับไป น่าเชื่อว่านายนเรศขับรถไปโดยจำเลยยินยอมให้นำไปใช้ ที่จำเลยอ้างว่านายนเรศบุตรของตนหยิบกุญแจจากที่แขวนข้างตู้ในร้านไปโดยพละการนั้น รับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า นายนเรศเป็นคนสายตาสั้น จำเลยย่อมรู้ดีว่าการขับรถของนายนเรศในกรณีเช่นนี้ ย่อมเกิดอันตรายได้โดยง่าย ดังนั้น จำเลยจะอ้างว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่บิดามารดาที่จะพึงดูแลบุตรแล้วไม่ได้ จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิด อนึ่ง ค่าซ่อมรถคันที่นายธนศักดิ์เช่าซื้อมา แม้อยู่ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ นายธนศักดิ์ก็ชอบที่จะใช้ประโยชน์ของรถ และมีหน้าที่ต้องส่งคืนในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อ หากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ละเมิดทำให้เสียหาย นายธนศักดิ์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้ละเมิดได้ และสิทธิดังกล่าวตกทอดมายังโจทก์ผู้เป็นทายาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2519 นางอุดมรัตน์ ชาตบุตร ในฐานส่วนตัวและผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ธนัศญา ชาตบุตร เด็กหญิงฐาปนี ชาตบุตร เด็กชายณัฐพงศ์ ชาตบุตร โจทก์ นายอุดม จงกมานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานส่วนตัวและผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง - นางอุดมรัตน์ ชาตบุตร · โจทก์ - ธนัศญา ชาตบุตร เด็กหญิงฐาปนี ชาตบุตร เด็กชายณัฐพงศ์ ชาตบุตร · ล. - นายอุดม จงกมานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทูร เทพพิทักษ์ · ล้วน นิลกำแหง · ประถม วิเชียรเนตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายธวัช พึ่งชลารักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายภักดิ์ บุญย์ภักดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 1561/2520ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา