⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 618/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ได้ทำสัญญากู้กันไว้เท่าราคาที่ดิน จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้ ส. โอนที่พิพาทให้โจทก์ ต่อมาจำเลยกลับมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินบอกเลิกใบมอบอำนาจดังกล่าว ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องร้องบังคับได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๑๒ โจทก์ตกลงซื้อที่ดินโฉนดที่ ๗๔๗ เนื้อที่ ๔๘ ไร่ ๓ งาน ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ ราคา ๓๖๕,๖๒๕ บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๑ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของ ราคา ๖๔,๘๗๕ บาท โดยคิดราคาไร่ละ ๗,๕๐๐ บาท แต่โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยเอาไปประกันเงินกู้ไว้ จำเลยจึงทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๔๓๐,๕๐๐ บาท จำเลยรับเงินกู้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาทไปชำระหนี้เพื่อเอาโฉนดที่ดิน ๒ ฉบับคืนมา ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๓ จำเลยขอรับเงินกู้ที่ยังเหลืออยู่อีก ๑๙๐,๕๐๐ บาท ไปชำระหนี้อีกโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จ่าสิบตำรวจสท้านเป็นผู้มีอำนาจโอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เป็นการหักหนี้เงินกู้เดิม โจทก์ตกลงชำระหนี้เงินกู้ที่เหลือและคืนสัญญากู้ให้จำเลย จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจ ๒ ฉบับ ให้โจทก์ยึดถือไว้พร้อมกับโฉนดที่ดิน แต่ใบมอบอำนาจที่จำเลยทำให้โจทก์ไว้ข้อความไม่สมบูรณ์ โจทก์จึงให้จำเลยลงข้อความให้สมบูรณ์ และให้โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๔ เมื่อถึงกำหนด โจทก์กับผู้รับมอบอำนาจไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อทำการโอน จึงทราบจากเจ้าพนักงานว่าจำเลยที่ ๑ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานบอกเลิกใบมอบอำนาจที่มอบให้จ่าสิบตำรวจสท้านทั้งสองฉบับ โดยจำเลยจะเป็นผู้โอนด้วยตนเอง เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจโอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยจึงผิดสัญญา ที่ดินทั้งสองแปลงมีราคาสูงขึ้นเป็นไร่ละ ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะทางราชการกำหนดทำทางหลวงผ่าน เมื่อจำเลยไม่ยอมโอน โจทก์จึงขาดประโยชน์จากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไร่ละ ๑๒,๕๐๐ บาท คิดเป็นค่าเสียหาย ๗๑๗,๕๐๐ บาท และจำเลยเอาสัญญากู้เงินซึ่งกู้โจทก์ไป ๔๓๐,๕๐๐ บาท ทำให้โจทก์ขาดหลักฐานฟ้องร้อง จำเลยจึงต้องคืนเงินและใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองโอนที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงให้โจทก์ ถ้าโอนไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลง ถ้าไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินกู้ ๔๓๐,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหาย ๗๑๗,๕๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๒ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้จ่าสิบตำรวจสะท้านเป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทโฉนดที่ ๗๔๗ และ ๙๕๑ ตามฟ้อง ราคาไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจให้จ่าสิบตำรวจสะท้าน ๒ ฉบับ โดยจำเลยที่ ๑ เขียนกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจ แต่ในช่องวันเดือนปีไม่ได้กรอกข้อความไว้ เพราะมิได้มีเจตนามอบอำนาจให้จ่าสิบตำรวจสท้านเป็นผู้มีอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ ในช่องพยานมีพยานลงชื่อไว้คนเดียว ในช่องเรื่องและวันเดือนปี ไม่ใช่ลายมือของจำเลยที่ ๑ โจทก์เพิ่มเติมเอาเอง จำเลยไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจให้จ่าสิบตำรวจสท้านโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์ จำเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ และไม่เคยรับเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ไปชำระเงินกู้ ไม่เคยรับเงิน ๑๙๐,๕๐๐ บาทจากโจทก์ การกู้เงินและการตกลงซื้อขายที่โจทก์อ้างมิได้ทำเป็นหนังสือ เป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้ขายที่ดินให้โจทก์ จำเลยสงสัยพฤติการณ์ของจ่าสิบตำรวจสะท้าน จึงได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินบอกเลิกหนังสือมอบอำนาจ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเพียงคาดคะเน ราคาที่ดินไม่สูงเท่าที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกัน ส่วนค่าเสียหายโจทก์เพียงคาดคะเนเอาเท่านั้น จึงไม่เสียหาย พิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้โจทก์ หากจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าการโอนมีเหตุขัดข้อง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน ๔๓๐,๕๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองตกลงขายที่พิพาททั้งสองแปลงให้โจทก์เป็นเงิน ๔๓๐,๕๐๐ บาท ได้ทำสัญญากู้กันไว้เท่าราคาที่ดิน จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสองทำหนังสือมอบอำนาจให้จ่าสิบตำรวจสะท้านโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองแปลง ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลยแล้ว ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2519 นายจรูญ ชูนาม โจทก์ นางสาวบุญส่ง เจริญผล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจรูญ ชูนาม · ล. - นางสาวบุญส่ง เจริญผล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธี ชอบธรรม · สนับ คัมภีรยส · ขจร หะวานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายเธียร ยูงทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2257/2521ฎีกา 4179/2539ฎีกา 78-85/2496ฎีกา 523/2497ฎีกา 1510/2552ฎีกา 1369/2479ฎีกา 1434/2495ฎีกา 740/2493ฎีกา 6939/2552ฎีกา 1216/2538ฎีกา 2946/2549ฎีกา 6592/2537ฎีกา 1109/2493ฎีกา 1008/2496ฎีกา 5564/2537ฎีกา 288/2503ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 280/2536ฎีกา 2971/2543ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 320/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา