⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1393/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1393/2520

ป.พ.พ. ม.368, 387, 461

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากสัญญาซื้อขายกำหนดให้ผู้ขายมีสิทธิปรับราคาสินค้าได้หากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง ผู้ขายย่อมมีสิทธิปรับราคาได้ตามสัญญา แม้ผู้ซื้อไม่ยินยอม ผู้ขายก็มีสิทธิไม่ส่งมอบสินค้าและไม่ถือว่าผู้ขายเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้ากัน โดยมีข้อกำหนดในสัญญาว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จำเลยผู้ขายมีสิทธิแก้ไขและปรับราคาสินค้าใหม่ได้ ข้อตกลงเช่นนี้เห็นได้ว่าเพื่อประโยชน์ของผู้ขาย ในกรณีที่สินค้าราคาสูงขึ้นเพราะการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แม้ตามข้อตกลงดังกล่าวจะมิได้กำหนดให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศใดเป็นหลัก แต่ก็ย่อมหมายถึงเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้านี้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่ามีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 สกุล คือเงินดอลล่าร์ของอเมริกาที่จำเลยใช้ชำระราคาสินค้า กับเงินมาร์คของเยอรมันเจ้าของสินค้าที่ซื้อขายกันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์เปลี่ยนแปลงอันมีผลทำให้เงินมาร์คมีราคาสูงขึ้น จำเลยจึงมีสิทธิปรับราคาสินค้าที่ตกลงขายให้โจทก์สูงขึ้นได้ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ส่งสินค้าให้โจทก์ และจะว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกรดฟอสฟอริคจากจำเลย แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยส่งมอบ หรือชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิปรับราคาสินค้าได้ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์คสูงขึ้น แต่โจทก์ไม่ยอม จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิจารณาให้จำเลยส่งสินค้าตามฟ้องให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ อเมริกาได้ลดค่าเงินดอลล่าร์ของตนลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ประเทศไทยจะลดค่าเงินบางตามลงมา อันทำให้ค่าของเงินบาทและดอลล่าร์ยังคงเดิม แต่โดยผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินนี้ทำให้เงินมาร์คของเยอรมันมีค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังปรากฏตามอัตราซื้อขายเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ในตลาดกรุงเทพฯ ตามเอกสารหมาย ล.๘ เหตุนี้จึงฟังได้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว สินค้ากรดรายนี้จำเลยสั่งซื้อจากเยอรมัน เมื่อเงินมาร์คซึ่งเป็นเงินตราของเยอรมันมีค่าขึ้นย่อมเป็นธรรมดา สินค้านี้จะต้องมีราคาสูงขึ้น และปรากฏตามสัญญาซื้อขายสินค้านี้ที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกัน คู่กรณีได้ตกลงกันตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาข้อ ๒ ไว้ว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผู้ขายมีสิทธิแก้ไขและปรับราคาสินค้าใหม่ ข้อตกลงเช่นนี้เห็นได้ว่า เพื่อประโยชน์ของผู้ขายในกรณีที่สินค้าราคาสูงขึ้นเพราะการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผู้ขายมีสิทธิปรับราคาสินค้าใหม่ได้ แม้ตามข้อตกลงดังกล่าวจะมิได้กำหนดให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศใดเป็นหลัก แต่ก็ย่อมหมายถึงเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้านี้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่ามีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ สกุล คือเงินดอลล่าร์ของอเมริกาที่จำเลยใช้ชำระราคาสินค้า กับเงินมาร์คของเยอรมันเจ้าของสินค้าที่ซื้อขายกัน เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์เปลี่ยนแปลง อันมีผลทำให้เงินมาร์คมีราคาสูงขึ้นดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิจะปรับราคาสินค้าที่ตกลงขายให้โจทก์นั้นสูงขึ้นได้ตามที่ได้ตกลงข้อกำหนด และเงื่อนไขไว้ในสัญญาดังกล่าวแล้วนั้น และก็ได้ความว่าจำเลยได้ให้นายย่งเชียงแปะพนักงานขายสินค้าของจำเลยไปติดต่อกับโจทก์ เพื่อขอปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาข้อ ๒ แล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันในเรื่องราคาได้ โดยโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงไม่ส่งสินค้าให้โจทก์ เหตุผลเป็นเช่นนี้ ที่จำเลยไม่ส่งสินค้าให้โจทก์จะถือว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ได้ สวนในข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมิได้บอกเลิกสัญญานั้น นายสมศักดิ์ เชียรวิจิตร ตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายธุรการทั่วไปของบริษัทจำเลยเบิกความว่า เมื่อโจทก์ไม่ยอมให้ปรับราคาสินค้าใหม่ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับโจทก์ แต่อย่างไรก็ดีศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยมีสิทธิที่จะปรับราคาสินค้าใหม่ได้ตามที่ระบุไว้ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญา แต่เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น เพื่อให้สัญญามีผลผูกพันกัน จะได้ปฏิบัติตามสัญญากันต่อไปได้แล้ว จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ส่งสินค้าให้แก่โจทก์ตามราคาในสัญญาหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1393/2520 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาญไทยเคมีฯ โจทก์ บริษัท เฮิกซ์ไทย จำกัด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาญไทยเคมีฯ · ล. - บริษัท เฮิกซ์ไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม · ขจร หะวานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวีระ ทรัพย์ไพศาล · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร โรจนวิภาต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2010/2500ฎีกา 8219/2544ฎีกา 1195/2511ฎีกา 1501/2535ฎีกา 485/2495ฎีกา 3115/2535ฎีกา 3499/2530ฎีกา 11036/2553ฎีกา 1667/2535ฎีกา 2014-2015/2531ฎีกา 7138/2544ฎีกา 3480/2529ฎีกา 525/2519ฎีกา 13098/2555ฎีกา 4957/2536ฎีกา 2910/2526ฎีกา 361/2503ฎีกา 3483/2529ฎีกา 3130/2549ฎีกา 2252/2535ฎีกา 523/2497ฎีกา 4128/2543ฎีกา 3347/2529ฎีกา 679/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา