⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1779/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1779/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ครอบครองต้องจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์นั้นก่อน จึงจะสามารถยกขึ้นใช้ยันบุคคลภายนอกได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ร้องโดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้จะได้ความตามคำร้องว่าผู้ร้องได้เข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ผู้ร้องหาได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไม่ โจทก์รับจำนองและมีการจดทะเบียนจำนองถูกต้องตามกฎหมายย่อมได้รับการสันนิษฐานว่ากระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องไม่อาจยกเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ จึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ของผู้ร้องต่อไปอีก ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้รับรองหรือมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้สิทธิ์มาโดยสุจริตแม้จะมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายผู้ร้องก็สืบคัดค้านได้นั้น ประเด็นข้อนี้ผู้ร้องหาได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ไม่ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.6 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เงิน โดยจำเลยนำโฉนดที่ดินมาจำนองค้ำประกันเงินกู้ ผลที่สุดโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดที่ดินขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องและขอเพิ่มเติมคำร้องว่า จำเลยและสามีได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนหนึ่งตามโฉนดดังกล่าวให้ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินส่วนนี้โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว ที่ดินจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ที่ดินตามโฉนด ๕ โฉนดที่โจทก์นำยึดนั้น จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลจังหวัดธัญญบุรี ยอมไถ่ถอนการจำนอง ถ้าผิดนัดยอมให้นำที่ดินทั้งหมดขายทอดตลาดชำระหนี้ซึ่งนายอดุลย์ รื่นสุข ผู้รับมอบอำนาจคดีนี้ก็ทราบดีแต่มิได้คัดค้าน แสดงว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ที่ดินทั้งหมดเดิมเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑๙ โฉนดเดียว ต่อมาโจทก์ยอมให้จำเลยขอแบ่งแยกโฉนดให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และแบ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ ๖๑๙๓ ถึง ๖๑๙๕ ส่วนโฉนดเลขที่ ๘๑๙ เดิมคงเหลือเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๒๒ วา ถ้าผู้ร้องครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของจะต้องคัดค้านการรังวัดในครั้งนี้ หนังสือสัญญาจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่มัสยิดเป็นเอกสารที่ผู้ร้องและจำเลย สามีจำเลยร่วมกันปลอมแปลงแก้ไขโดยไม่สุจริต เพื่อจะช่วยจำเลยและให้ทรัพย์พ้นจากการถูกยึด ตามเอกสารดังกล่าวจะเห็นว่าทำเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๑ แต่ได้มีการปลอมแปลงเป็น พ.ศ.๒๕๐๑ และการยกให้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สมบูรณ์ ทั้งสิทธิการครอบครองของผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียน จะใช้ยันกับบุคคลภายนอกเช่นโจทก์ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ได้ และผู้ร้องไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินตามที่อ้างมาแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายในเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่ต้องสืบพยานและไม่จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นโดยจะยกขึ้นกล่าวในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำร้องไม่เคลือบคลุม ตามคำร้องอ้างว่าจำเลยยกที่ดินให้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียน จึงไม่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจำนองที่ดินไว้กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิยึดที่ดินเต็มตามโฉนด หากผู้ร้องครอบครองที่ดินมาจนได้กรรมสิทธิ์บางส่วนก็มิได้จดทะเบียน จะยกขึ้นต่อสู้ผู้รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วไม่ได้ พิพากษาให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องอุทธรณ์อย่างอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกาอย่างอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว คดีนี้แม้จะได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า จำเลยและสามีจำเลยได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ อันเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๘๑๙ ให้ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินส่วนนี้มาโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องก็ตาม แต่ผู้ร้องหาได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไม่ โจทก์รับจำนองและมีการจดทะเบียนการจำนองถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมได้รับการสันนิษฐานว่ากระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องไม่อาจยกเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ จึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ของผู้ร้องต่อไปอีก ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้รับรองหรือมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้สิทธิมาโดยสุจริตแม้จะมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมาย ผู้ร้องก็สืบคัดค้านได้นั้น เห็นว่าประเด็นข้อนี้ผู้ร้องหาได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ไม่ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1779/2520 นางนิภา ขาวปทุมทิพย์ โจทก์ มัสยิดประชาสัมพันธ์ ผู้ร้อง นางลอ รื่นสุข ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางนิภา ขาวปทุมทิพย์ · ผู้ร้อง - มัสยิดประชาสัมพันธ์ · ล. - นางลอ รื่นสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แถม ดุลยสุข · ถนอม ครูไพศาล · สุจริต เสถียรกาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญญบุรี - นายอรุณ ศิลปวิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุวรรณพ กองวารี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 7677/2557ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 231/2482ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 377/2536ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 6321/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา