⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2589/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2589/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทางน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้จะอยู่นอกที่ดินของผู้ใด ก็ย่อมเป็นของผู้มีที่ดินนั้นเป็นเจ้าของ เว้นแต่จะมีการอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติ หรือมีลักษณะเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรทั่วไป.

ย่อคำพิพากษา

ทางน้ำพิพาทในที่นาของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำในร่องน้ำกุดปลาค้าวที่อยู่ทางทิศตะวันตกนาโจทก์ไหลซัดเซาะเข้า มาในนาของโจทก์เมื่อประมาณ 16 ปีมานี้ แล้วไหลผ่านนาโจทก์ไปทางทิศตะวันออกเป็นทางน้ำคดเคี้ยวไปจดลำห้วยหนองขอนกลองซึ่งอยู่นอกที่นาของโจทก์นั้น เป็นทางน้ำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แม้กำเนิดของทางน้ำจะอยู่นอกเขตที่นาของโจทก์ก็ต้องเป็นของโจทก์ ทางน้ำดังกล่าวจะเป็นทางน้ำสาธารณะได้ก็โดยโจทก์อุทิศให้แก่ทางการโดยตรงหรือโดยปริยาย การที่ประชาชนปล่อยสัตว์พาหนะลงกินน้ำที่ทางน้ำพิพาทยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทิศโดยปริยาย ทั้งไม่เข้าลักษณะเป็นทางน้ำสาธารณะโดยสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เพราะไม่ปรากฏว่าเป็นทางน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีนา ๑ แปลง เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีร่องน้ำกุดปลาค้าวไหลมาจากทางทิศใต้ขนานกับทางหลวงและไหลผ่านนาโจทก์ไปทางทิศตะวันออกแล้วไหลโค้งไปทางเหนือสู่ลำห้วยยาม เมื่อประมาณ ๑๖ ปีมาแล้ว โจทก์สร้างทำนบกั้นร่องน้ำกุดปลาค้าวตรงที่ต่อ (ไหลตก) ลำห้วยยามเพื่อเอาน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นเหตุให้น้ำในร่องน้ำกุดปลาค้าวเปลี่ยนทางเดินตอนที่อยู่ไกลทำนบโจทก์ ประมาณ ๒ เส้น ผ่านนาฟางโจทก์ไปทางด้านทิศตะวันออก นาฟางโจทก์ถูกน้ำซัดเซาะที่ละน้อยเป็นเวลาหลายปีจนที่นาโจทก์ฟังออกเป็นวงกว้าง ยาว และลึกมากออกไปทุก ๆ ปี ขณะนี้กว้างประมาณ ๕ ถึง ๑๐ วา ยาวประมาณ ๓ เส้น ลึกประมาณ ๑ ศอกถึง ๒ - ๓ วา โจทก์เรียกว่านาไร่โสกมีเนื้อที่ ๑ ไร่ครึ่ง โจทก์เปลี่ยนนาไร่โสกเป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ชนิดต่าง ๆ และมีรายได้จากการนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองนาไร่โสกนี้เพื่อตนโดยเปิดเผยติดต่อกันตลอดมานานประมาณ ๑๖ ปีแล้ว และไม่เคยสละให้เป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ประมาณต้นปีกลายนี้จำเลยทั้งสามว่านาไร่โสกของโจทก์เป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านลงไปจับสัตว์น้ำและเก็บเอาพืชผลต่าง ๆ ไปเป็นของตนแทบทุกวัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ศาลพิพากษาว่านาไร่โสกหรือที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องทรัพย์พิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนกว่าจะถึงปีที่จำเลยและบริวารเลิกเข้าไปเกี่ยวข้องในทรัพย์พิพาท จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่พิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นนาไร่โสกหาใช่นาโจทก์ไม่ แต่เป็นทางน้ำสาธารณะคือหนองโสก นายแก้ว ศิลารักษ์ ได้ซื้อนาพิพาทจากโจทก์แล้ว ได้เรี่ยไรเงินจากเจ้าของนาใกล้เคียงทำทำนบปิดกั้นปากน้ำห้วยกุดปลาค้าว เพื่อให้น้ำไหลลงสู่หนองโสก หนองขอนกลอง แล้วนายแก้วก็หวงห้ามมิให้ราษฎรลงจับสัตว์และเก็บพืชในหนองโสก โดยเจตนายึดถือเป็นเจ้าของ จำเลยที่ ๑ ซึ่งรักษาการแทนกำนันตำบลตาลโกนขณะนั้นได้รับคำร้องเรียนจากราษฎรจึงรายงานไปยังนายอำเภอสว่างแดนดินเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๗ นายอำเภอสืบสวนแล้วว่าที่พิพาทเป็นทางน้ำสาธารณะโดยสภาพมีมานานจึงไม่อนุญาตให้นายแก้วยึดถือเพื่อตนเองและให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันจึงมีคำสั่งประกาสให้ประชาชนทราบ นายแก้วได้ทราบคำสั่งแล้วมิได้คัดค้านประการใดแต่ให้โจทก์มาฟ้องคดีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอายุความ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านให้ลงไปจับสัตว์น้ำและเก็บพืชผักในไร่นาโสกของโจทก์ ราษฎรลงจับปลาและเก็บพืชผลโดยถือเป็นทางน้ำสาธารณะโดยธรรมชาติโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คดีนี้คู่ความไม่สืบพยานแต่แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าร่องน้ำกุดปลาค้าวอยู่ทางทิศตะวันตกนาโจทก์ ส่วนลำห้วยยามอยู่ทางเหนือทั้งร่องน้ำกุดปลาค้าวและลำห้วยยามต่างก็เป็นทางน้ำสาธารณะ ร่องน้ำกุดปลาค้าวมีน้ำไหลไปทางทิศตะวันออกผ่านที่พิพาทยาวประมาณ ๑๑๒ วา กว้างประมาณ ๑๐ วาเศษ มีลักษณะเป็นทางน้ำธรรมชาติทะลุออกทางหนองขอนกลองและไหลเลยไปตามทางน้ำไปตกลำน้ำยาม ลำน้ำ (ห้วย) ยามยาวมากน้ำในลำห้วยไหลเลยไปลงแม่น้ำโขง เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๐๔ โจทก์จำเลยและชาวบ้านช่วยกันทำทำนบปิดกั้นปากร่องน้ำกุดปลาค้าวติดกับลำห้วยยามกว้างประมาณ ๘.๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๐ เมตร เพื่อกั้นน้ำ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นทางน้ำสาธารณะโดยสภาพไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทางน้ำพิพาทเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในที่นาของโจทก์แม้กำเนิดของทางน้ำจะอยู่นอกเขตที่นาของ โจทก์ก็ต้องเป็นของโจทก์ การที่ประชาชนหลายหมู่บ้านปล่อยสัตว์พาหนะลงกินน้ำที่ทางน้ำพิพาทเช่นเดียวกับร่องน้ำกุดปลาค้าว แต่ก็ไม่ได้ความว่าประชาชนเหล่านั้นปล่อยสัตว์ลงกินน้ำมาเป็นเวลานานเท่าใด ถึงอย่างไรก็ดีกรณีเช่นนี้มิได้หมายความว่าทางน้ำพิพาทในนาของโจทก์จะกลายเป็นทางน้ำสาธารณะเพราะเหตุดังกล่าวนั้น ที่จะเป็นทางน้ำสาธารณะได้คือโจทก์อุทิศให้แก่ทางการโดยตรงหรือโดยปริยายเท่านั้น และการที่ประชาชนปล่อยสัตว์พาหนะลงกินน้ำที่ทางน้ำพิพาทยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทิศโดยปริยาย ทั้งไม่เข้าลักษณะเป็นทางน้ำสาธารณะโดยสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) เพราะไม่ปรากฏว่าเป็นทางน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา พิพากษากลับเป็นว่าทางน้ำพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2589/2520 นายยอย ชูชาติ โจทก์ นายศรีจันทร์ ธุรารัตน์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยอย ชูชาติ · ล. - นายศรีจันทร์ ธุรารัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แถม ดุลยสุข · ถนอม ครูไพศาล · สุจริต เสถียรกาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสกลนคร - นายสุรวิทย์ หิรัญคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 1405/2515ฎีกา 1331/2479ฎีกา 1532/2509ฎีกา 609/2522ฎีกา 3048/2537ฎีกา 948/2501ฎีกา 2775/2541ฎีกา 659/2529ฎีกา 2128/2542ฎีกา 3752/2529ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1259/2496ฎีกา 337/2535ฎีกา 6620/2550ฎีกา 713/2512ฎีกา 1775-1776/2506ฎีกา 2904/2530ฎีกา 3473/2525ฎีกา 3803/2538ฎีกา 2978/2553ฎีกา 5832/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา