⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 289/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ตกลงยินยอมโดยสมัครใจที่จะงดเว้นการกระทำบางอย่างในระหว่างการดำเนินคดี ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นสั่งสืบพยานแล้วงดสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยไม่ชักช้า ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2509 จำเลยที่ 2 นำความเท็จไปแจ้งต่อนายอำเภอว่าสามีโจทก์บุกรุกที่ของจำเลยที่ 1 นายอำเภอหลงเชื่อมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์กับสามีเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดิน ทำให้โจทก์กับสามีต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากตั้งแต่วันนั้น แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2509 อายุความละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลว่า โจทก์ให้บุตรสาวเข้าไปตัดจากในที่พิพาท ขอให้ศาลเรียกมาสั่งให้ระงับการตัดจากในที่พิพาท เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างแถลงว่าจะไม่เข้าใจไปตัดจากในที่พิพาทซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเป็นของตน ถ้าฝ่ายใดผิดข้อตกลงยอมให้ปรับครั้งละ 1,000 บาท ต่อมาคดีนั้นศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท การที่โจทก์ไม่สามารถเข้าตัดจากได้ในระหว่างคดีก่อน เป็นเรื่องโจทก์ตกลงยินยอมโดยสมัครใจ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์สองครั้งคือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ จำเลยที่ ๒ แจ้งความเท็จต่อนายอำเภอบ้านแพ้วว่า สามีโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยที่ ๑ นายอำเภอบ้านแพ้วหลงเชื่อได้มีคำสั่งห้ามสามีโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน โจทก์และสามีโจทก์จึงต้องงดเว้นเข้าตัดจากในที่ดินนั้นตั้งแต่วันนั้น ครั้งที่สองต่อมาจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครว่าที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ ขอให้ศาลห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ผลที่สุดศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งห้ามมิให้คู่ความเข้าตัดจากและฟืนในที่พิพาท ฝ่ายใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ คู่ความจึงงดเว้นการตัดจากและฟืนในที่พิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งนั้น โจทก์จำเลยได้ตกลงกันว่าจะไม่เข้าไปตัดจากด้วยกันทั้งสองฝ่ายในขณะที่คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณา จึงเป็นความสมัครใจของโจทก์เองที่ไม่เข้าไปตัดจากและไม่ติดใจเอาค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิ และคดีขาดอายุความ ส่วนการฟ้องคดีแพ่งนั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาล และคู่ความตกลงกันว่าจะไม่ตัดจาก เป็นเรื่องโจทก์สมัครใจ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งสืบพยานแล้วงดการสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยไม่ชักช้า เฉพาะคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การคดีพอวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานต่อไป ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำละเมิดของจำเลยในครั้งแรกว่าเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ จำเลยที่ ๒ นำความเท็จไปแจ้งต่อนายอำเภอบ้านแพ้วว่าสามีโจทก์บุกรุกที่ของจำเลยที่ ๑ นายอำเภอหลงเชื่อมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์กับสามีเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้โจทก์และสามีต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากตั้งแต่วันนั้นมา ตามคำฟ้องของโจทก์เองแสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ ๒ ไปแจ้งความ อายุความละเมิดจึงเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดครั้งแรกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก ส่วนข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดครั้งที่สองนั้น ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเป็นคดีแพ่ง ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้คู่ความตัดจากและฟืนในที่พิพาท ได้ความว่ามูลเหตุที่ทำให้โจทก์ต้องงดเว้นเข้าไปตัดจากในที่พิพาทเนื่องจากจำเลยที่ ๑ (โจทก์ในคดีนั้น) ยื่นคำร้องต่อศาลว่าโจทก์ (จำเลยคดีนั้น) ให้บุตรสาวเข้าไปตัดจากในที่พิพาท ขอให้ศาลเรียกมาสั่งให้ระงับการตัดจากในที่พิพาท เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจะไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทซึ่งอีกฝ่ายซึ่งอ้างว่าเป็นของตน ถ้าฝ่ายใดผิดข้อตกลงยอมให้ปรับครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาคดีนั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาต้องกันให้โจทก์ (จำเลยในคดีนั้น) ชนะคดีโดยฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่จะไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทดังกล่าวมานั้น เป็นเรื่องโจทก์ตกลงยินยอมโดยสมัครใจ ไม่เข้าไปตัดจากในที่พิพาทเอง และคงติดใจเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายในเมื่ออีกฝ่ายทำผิดข้อตกลงเข้าไปตัดจากในที่พิพาทครั้งละ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้ทำผิดข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายได้ ฉะนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2520 นางสุดใจ บุญประเสริฐ โจทก์ นางรั่ว ชีขาว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุดใจ บุญประเสริฐ · ล. - นางรั่ว ชีขาว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภิญโญ ธีรนิติ · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ถนัด ลีลากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายสมภพ เจียมพันธุ์รักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย อินทุภูติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4161/2532ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 4300/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3007/2525ฎีกา 6560/2555ฎีกา 3651/2526ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา