คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การซื้อขายที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนจากผู้ที่ไม่มีอำนาจขาย ย่อมไม่ทำให้ผู้ซื้อได้สิทธิในที่ดินนั้น เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น มาตรา 1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
* การครอบครองที่ดินแทนเจ้าของโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่น ไม่ทำให้เกิดการครอบครองปรปักษ์ เว้นแต่ผู้ครอบครองจะเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเป็นการยึดถือเพื่อตนเองตามมาตรา 1381 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
* การแจ้งการครอบครองที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่
ย่อคำพิพากษา
ถึงจำเลยจะซื้อที่พิพาทซึ่งเป็นที่มือเปล่ามาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนจาก ว. ผู้อาศัยโจทก์ จำเลยก็ไม่ได้สิทธิเพราะ ว.ไม่มีอำนาจเอาที่ดินของโจทก์ไปขายให้จำเลยกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ซึ่งเป็นเรื่องการโอนทางทะเบียนและผู้โอนมีชื่ออยู่ในทะเบียนเช่นโฉนดตราจอง
การที่จำเลยครอบครองที่พิพาท 28-29 ปี โดยไม่ได้ขออาศัยจากโจทก์ก็ไม่ทำให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์ครอบครอง เพราะ ว. อยู่ในที่พิพาทฐานะผู้อาศัยจึงเป็นผู้ครอบครองแทนโจทก์ เมื่อ ว. ขายให้จำเลย จำเลยย่อมได้สิทธิไปเพียงเท่าที่ ว.มีอยู่ คือเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของเท่านั้น เว้นแต่จำเลยจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381
การแจ้งการครอบครองของจำเลยไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเรือนออกไป โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อเรือนพร้อมที่พิพาทจากนายเวทย์ กาญจนกันติ โดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเองและเข้าครอบครองถือสิทธิเป็นเจ้าของโดยสุจริตและเปิดเผย ประมาณ ๒๘-๒๙ ปีแล้ว ทั้งได้แจ้งการครอบครองไว้ จำเลยไม่เคยพูดขออาศัยที่พิพาทกับโจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท โดยให้จำเลยรื้อถอนบ้านเรือนออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความว่าเดิมที่พิพาทเป็นที่มือเปล่าทางการเพิ่งออกโฉนดให้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังที่จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยได้ซื้อที่พิพาทจากนายเวทย์ กาญจนกันติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยทำหนังสือสัญญากันเอง แต่โจทก์ก็นำสืบได้ความชัดว่าขณะซื้อที่พิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่านายเวทย์ กาญจนกันติ ซื้อที่พิพาทจากโจทก์ก่อนขายให้จำเลย ๖-๗ ปี นั้นฟังไม่ได้เพราะจำเลยเป็นแต่ทราบมา หามีพยานหลักฐานสนับสนุนไม่ ดังนั้น ถึงจำเลยจะซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริต และมีค่าตอบแทน ก็ไม่มีทางได้สิทธิเพราะนายเวทย์ กาญจนกันติ ไม่มีอำนาจเอาที่ดินของโจทก์ไปขายให้จำเลย กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ ซึ่งเป็นเรื่องการโอนทางทะเบียน และผู้โอนมีชื่ออยู่ในทะเบียนเช่นโฉนดตราจอง การที่จำเลยครอบครองที่พิพาทโดยไม่ได้ขออาศัยจากโจทก์ก็ไม่ทำให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง เพราะนายเวทย์ กาญจนกันติ เองก็อยู่ในที่พิพาทฐานะผู้อาศัย จึงเป็นผู้ครอบครองแทนโจทก์เมื่อขายให้จำเลย จำเลยย่อมได้สิทธิไปเพียงเท่าที่นายเวทย์ กาญจนกันติ มีอยู่ คือเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของเท่านั้น เว้นแต่จำเลยจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ ซึ่งไม่มีประเด็นในคดีนี้ การแจ้งการครอบครองของจำเลยไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2520
นางปา ประชากุล โดยนางกุหลาบ บุญชัย ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นายประสงค์ เจริญพิบูลย์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางปา ประชากุล โดยนางกุหลาบ บุญชัย ผู้รับมอบอำนาจ · ล. - นายประสงค์ เจริญพิบูลย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข · สุจริต เสถียรกาล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายตัน เวทไว · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายแก้ว |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา