⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 660/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของทรัพย์สินใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นที่ทำการหรือสำนักงานของตนเองโดยมิได้ใช้แสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง ถือเป็นการเข้าอยู่เองตามกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน และได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี หากมีการคืนเงินภาษีส่วนที่ชำระเกินไปโดยคำพิพากษาของศาล จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากคืนภายในกำหนด แต่หากไม่คืนภายในกำหนด ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ได้รับเงินไว้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด การที่โจทก์ใช้อาคารของโจทก์เองเป็นที่ทำการหรือสำนักงานฝ่ายบริหารและติดต่อธุรกิจของโจทก์โดยมิได้ใช้แสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรงด้วยนั้น เป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเข้าอยู่เองตามความหมายของมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 เมื่อมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม ย่อมได้รับงดเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน การที่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินภาษีส่วนที่โจทก์จำต้องชำระเกินไป และศาลพิพากษาให้คืนนั้น เท่ากับตัดสินให้ลดค่าภาษีแก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ย หากคืนเงินส่วนลดนี้ให้โจทก์ภายในสามเดือนตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 39วรรคสองแต่ถ้าไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวก็ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินไว้ และจำเลยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.10 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.39 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบการค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่าง ๆ เมื่อ พ.ศ. 2515 โจทก์สร้างโรงเรือนของโจทก์เป็นตึก 12 ชั้น โจทก์ใช้อยู่เอง 7 ชั้น โดยมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมเมื่อ พ.ศ. 2517 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2517 ต่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 มีใบแจ้งรายการประเมินกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นเงิน 156,909.39 บาท โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ วันที่ 19 กันยายน 2517 โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระให้จำเลยที่ 3 ครั้นวันที่ 14 พฤษภาคม 2518 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ 2 ยืนตามที่จำเลยที่ 3 ได้ประเมินไว้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะโรงเรือนและที่ดินในชั้นดังกล่าวโจทก์ใช้อยู่เอง และมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม จึงได้รับงดเว้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งคิดเป็นเงินที่โจทก์จำต้องชำระเกินไป 100,194.49 บาท ขอศาลพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 และยกเลิกใบแจ้งรายการประเมินของจำเลยที่ 3 เฉพาะรายการที่ 1, 8, 10, 11, 12, 13, 15 และ 16 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่โจทก์ชำระเกินไปพร้อมด้วยดอกเบี้ย 5,600 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น105,794.49 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลไม่มีตัวตนเหมือนบุคคลธรรมดาจึงใช้อาคารอยู่อาศัยเองไม่ได้ ความจริงโจทก์ใช้อาคารรวม 7 ชั้นเป็นที่ทำการสำนักงานเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจการค้าและบริหารงานของโจทก์โดยแบ่งเป็นแผนกและฝ่ายต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์กิจการค้าของโจทก์ทั้งสิ้นและอาคารนี้บางชั้นโจทก์ยังใช้เป็นสถานที่จอดรถด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนตามกฎหมาย คู่ความต่างไม่สืบพยาน โดยรับข้อเท็จจริงกันว่าโรงเรือนของโจทก์ชั้นที่พิพาทกันคือชั้นใต้ดิน ใช้เป็นที่จอดรถของพนักงานบริษัทโจทก์ ชั้นอื่น ๆ ตามฟ้องนอกจากนี้ใช้เป็นที่ติดต่อธุรกิจการค้าและเป็นที่ทำการบริหารกิจการของโจทก์ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยแผนกการต่าง ๆ เช่น ฝ่ายการบัญชี ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการบริหาร และฝ่ายกฎหมายเป็นต้น โดยมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรมแต่อย่างใด มียามซึ่งโจทก์จ้างมีเงินเดือนประจำคอยดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ส่วนภายในตึกพิพาทเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา จนถึงเวลา 8.00 นาฬิกา มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์อยู่ประจำคอยดูแลความเรียบร้อย ในวันหยุดราชการเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต้องปฏิบัติหน้าที่ตลอดวันตลอดคืน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกเลิกใบแจ้งรายการประเมินเฉพาะรายการที่ 1, 8, 10, 11, 12, 13, 15, 16 เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีจำนวน 100,194.49 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2517 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2475 มาตรา 3 บัญญัติว่า "มาตรา 10 โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และซึ่งมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม ท่านให้งดเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป" เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบการค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม การที่โจทก์ใช้อาคารชั้นพิพาทของโจทก์เองเป็นที่ทำการหรือสำนักงานฝ่ายบริหารและติดต่อธุรกิจของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันข้างต้น โดยมิได้ใช้อาคารชั้นนั้น ๆ แสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรงด้วย ก็เป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเข้าอยู่เองตามความหมายของมาตราดังกล่าว เมื่อมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม ย่อมได้รับงดเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน ส่วนเรื่องดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 39 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนลดนั้นภายในสามเดือนโดยไม่คิดค่าอย่างใด" นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอคืนภาษีส่วนที่โจทก์จำต้องชำระเกินไปเช่นกรณีที่พิพาทกันนี้ และศาลพิพากษาให้คืน ก็เท่ากับตัดสินให้ลดค่าภาษีแก่โจทก์นั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากคืนเงินส่วนลดนี้ให้โจทก์ภายในสามเดือน แต่ถ้าไม่คืนภายในกำหนดก็ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2517 ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดและจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้าน และจำเลยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน พิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 1 ชำระภายใต้เงื่อนไขแห่งมาตรา 39 วรรคสอง ดังวินิจฉัยข้างต้น นอกนั้นคงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2520 บริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด โดย นายเบญจะ ดิสวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 จำเลย พนักงานประเมินภาษีโท เขตบางรัก ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด โดย นายเบญจะ ดิสวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 · จำเลย - พนักงานประเมินภาษีโท เขตบางรัก ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข · สุจริต เสถียรกาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 10166/2539ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6695/2548ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา