⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 856/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 856/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นต่อศาลนั้นมีผลผูกพันคู่สัญญาตามที่ตกลงกันไว้ และข้อเรียกร้องที่นอกเหนือไปจากข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อศาลมีว่า โจทก์ให้ที่พิพาทแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 จะนำไปขายโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนไม่ได้ ดังนี้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ก็ไม่มีข้อสัญญาว่าจะต้องคืนที่ดินให้โจทก์ตามเดิม โจทก์จึงฟ้องเรียกคืนที่พิพาทกลับมาเป็นของตนอันเป็นข้อนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท ต่อมาโจทก์แบ่งที่ดินแปลงนี้บางส่วนเนื้อที่ ๕ ไร่ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีเงื่อนไขไม่ให้นำที่ดินนี้ไปโอนขาย แลกเปลี่ยนจำนองแก่ผู้ใด เว้นแต่จะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน ถ้าผิดเงื่อนไขจะต้องคืนให้โจทก์ตามเดิม แต่จำเลยที่ ๑ กลับไปโอนขายให้จำเลยที่ ๒ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบเป็นการผิดสัญญาจึงขอให้บังคับจำเลยคืนที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์แบ่งที่ดินให้จำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๖/๒๕๐๖ ของศาลชั้นต้น สัญญาประนีประนอมดังกล่าวไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยผิดสัญญาที่ดินพิพาทจะกลับมาเป็นของโจทก์ โจทก์จำเลยรับกันว่ามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๖/๒๕๐๖ จริง ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เรียกคืนที่ดินจากจำเลยไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้ต่อศาล จำเลยต่อสู้ว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ฟ้องเรียกคืนไม่ได้ มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้หรือไม่ ศาลฎีกาตรวจดูสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๖/๒๕๐๖ ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว มีใจความว่า "จำเลย (คือโจทก์ในคดีนี้) ให้ที่พิพาทแก่โจทก์ (คือจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้) ๕ ไร่ ... และที่ซึ่งโจทก์ (จำเลยที่ ๑ ในคดีนี้) ได้ไปนี้ โจทก์ (จำเลยที่ ๑ คดีนี้) จะไปขาย ให้แลกเปลี่ยน จำนองผู้อื่นโดยไม่แจ้งให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) เป็นลายลักษณ์อักษรหรือศาลทราบก่อนไม่ได้..." ตามสัญญาดังกล่าวแม้จะถือได้ว่ามีข้อตกลงมิให้จำเลยที่ ๑ ขายที่พิพาทเว้นแต่จะได้แจ้งให้โจทก์หรือศาลทราบก่อนก็ตาม แต่หากจำเลยไม่แจ้ง และจำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ไปจริงตามฟ้อง ก็ไม่ปรากฏตามข้อสัญญาดังกล่าวว่าจะต้องคืนที่ดินให้โจทก์ตามเดิมดังที่โจทก์ได้กล่าวอ้างมาในฟ้อง โจทก์จึงฟ้องเรียกคืนที่พิพาทกลับมาเป็นของตนอันเป็นข้อที่นอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ คดีไม่จำต้องมีการสืบพยานดังโจทก์ฎีกาเพราะได้ความชัดอยู่แล้ว ศาลชั้นต้นส่งงดสืบพยานและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 856/2520 นางจัน พันธ์แตง หรือคชาชัย โจทก์ นางอิน ละเทศ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจัน พันธ์แตง หรือคชาชัย · ล. - นางอิน ละเทศ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมคิด มงคลชาติ · ชลอ จามรมาน · อุดม ทันด่วน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ บัวแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 3996/2541ฎีกา 231/2482ฎีกา 1415/2540ฎีกา 4590/2553ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1061/2511ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 2169/2523ฎีกา 1280/2505ฎีกา 2752/2522ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 380/2530ฎีกา 6565/2544ฎีกา 5285/2537ฎีกา 245/2506ฎีกา 367/2495ฎีกา 816/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา