⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1156/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก หากบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาจะรับเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว สิทธิของผู้ร้องสอดจะเกิดขึ้นและไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้ามรดกมีบุตร 5 คนคือโจทก์ทั้งสอง จำเลย ว.และพ. ผู้ร้องสอดเป็นภรรยาของ พ.ไม่มีบุตรด้วยกัน พ. ตายก่อนเจ้ามรดก เจ้ามรดกตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก ผลที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จำเลยยอมแบ่งที่พิพาทออกเป็น 5 ส่วนเท่าๆ กัน ให้โจทก์ทั้งสอง ว.พ. และจำเลยคนละส่วนตามคดีแดงที่ 239/2515 ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์และจำเลยย่อมรู้อยู่แล้วว่า พ. ตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว ยังยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ พ. มีส่วนในที่พิพาท 1 ส่วนใน 5 ส่วน จึงแสดงว่าต่างมีเจตนาอันแท้จริงที่จะมอบที่ดินส่วนนี้ให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของ พ. หาใช่มอบให้แก่ พ. ซึ่งตายไปแล้วไม่ ทั้งนี้เป็นการตีความในสัญญาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 132 สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้นั้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาจะรับเอาทรัพย์ส่วนนี้โดยร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้แสดงเจตนาแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว ตามมาตรา 374 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิของผู้ร้องสอดได้เกิดมีขึ้นแล้ว โจทก์จะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินี้ของผู้ร้องสอดมิได้ ตามมาตรา 375 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินมีโฉนด 160 ส่วนใน 200 ส่วน ขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่าเดิมที่ดินโฉนดตามฟ้องมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลย และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยให้แบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วนเท่ากัน ได้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลย นางแหวน และนายพัว ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาโจทก์จดทะเบียนมีส่วน 160 ส่วนใน 200 ส่วน ให้จำเลย 40 ส่วนใน 200 ส่วน ตามส่วนที่จำเลยควรได้ จำเลยจึงไม่คัดค้าน การแบ่งขัดข้องมิใช่เพราะจำเลย นางสวัสดิ์ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพัว นายพัวมีส่วนได้ที่ดินพิพาทอยู่ 40 ส่วนใน 200 ส่วน ตามที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โจทก์ฉ้อฉลลงส่วนของโจทก์ทั้งสองเป็น 160 ส่วนใน 200 ส่วน เกินส่วนของตน โดยเอาส่วนของนายพัวไปเป็นของโจทก์โดยมิชอบ โจทก์คัดค้านว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายพัน ซึ่งมีทายาท 5 คน คือโจทก์ทั้งสอง จำเลย นายพัว และนางแหวน นายพัวตายโดยไม่มีผู้สืบสันดาน จำเลยร่วมไม่ใช่ทายาทของนายพัน ไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ นายพันตายที่ดินพิพาทจึงตกแก่ทายาท 4 คน จำเลยทุจริตไปโอนที่ดินเป็นของจำเลยคนเดียว โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลย ได้มีการประนีประนอมกันตามคดีหมายเลขแดงที่ 239/2515 จำเลยยอมแบ่งที่ดินออกเป็นห้าส่วนเท่า ๆ กัน สำหรับทายาทของนายพัน จำเลยยอมโอนส่วนของนายพัวให้โจทก์ทั้งสอง และส่วนของนางแหวนก็ยกให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมี 160 ส่วนใน 200 ส่วน คู่ความรับกันว่านายพัวตายไปก่อนนายพันเจ้ามรดก และขอให้ถือเอาคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงของคู่ความ และสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 239/2515 ของศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำกัน แสดงว่ามีเจตนาจะกันส่วนไว้ให้ทายาทของนายพัวซึ่งได้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงมี 40 ส่วนใน 160 ส่วน ที่โจทก์ขอแบ่ง โจทก์ทั้งสองคงมีส่วนเพียง 120 ส่วน พิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมแบ่งแยกที่ดิน 120 ส่วนใน 200 ส่วน ในโฉนดที่ 8588 ให้โจทก์ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายพันมีบุตร 5 คนคือ โจทก์ทั้งสอง จำเลย นางแหวน และนายพัว ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพัว ไม่มีบุตรด้วยกัน นายพัวตายก่อนนายพันเมื่อนายพันตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยได้ไปโอนรับมรดกคือที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียว โจทก์ทั้งสองทราบจึงฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดกและทำลายการโอนรับมรดกที่ดินพิพาท ผลที่สุดแห่งคดีโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยยอมแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ทั้งสอง นางแหวน นายพัวและจำเลยได้คนละ 1 ส่วน โดยจำเลยจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้โจทก์และทายาทดังกล่าวภายใน 3 วัน ถ้าไม่ไปยอมให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญายอมแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าตกลงแบ่งกันไม่ได้ก็ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเอาเงินมาแบ่งกันคนละส่วน และศาลได้พิพากษาคดีตามยอม ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 239/2515ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นแล้ว ต่อมาในวันเดียวกันจำเลยได้ไปจดทะเบียนยอมให้โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 160 ส่วนใน200 ส่วน ปัญหาว่าผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม จะมีสิทธิในที่ดินพิพาท 40 ส่วนใน 160 ส่วนที่โจทก์ขอแบ่งแยกจากจำเลย โดยอาศัยสิทธิเดิมของนายพัวหรือไม่ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปรากฏจากสำเนาทะเบียนคนตายท้ายคำคัดค้านของโจทก์ว่า นายพัวตายตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ฉะนั้นขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 239/2515 นั้น โจทก์และจำเลยย่อมรู้อยู่แล้วว่านายพัวตายไปก่อนนายพันแล้ว ที่โจทก์เพิ่งอ้างมาในชั้นฎีกาว่าโจทก์ไม่รู้ว่านายพัวตายไปก่อนทำสัญญาไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เมื่อโจทก์และจำเลยรู้ความข้อนี้แล้วยังยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้นายพัวมีส่วนได้ในที่ดินพิพาท 1 ส่วนใน 5 ส่วน จึงแสดงว่าต่างมีเจตนาอันแท้จริงที่จะมอบที่ดินส่วนนี้ให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพัว หาใช่มอบให้แก่นายพัวซึ่งตายไปแล้วไม่ ทั้งนี้เป็นการตีความในสัญญาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 132 ส่วนผู้มีสิทธิรับมรดกของนายพัวนั้น เมื่อปรากฏว่านายพัวไม่มีบุตร ภริยาของนายพัวคือ ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมย่อมเป็นผู้รับที่ดินพิพาทส่วนของนายพัวนี้ อนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้นั้นเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก และเมื่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาจะรับเอาทรัพย์ส่วนนี้โดยร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้แสดงเจตนาแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้วตามมาตรา 374 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อสิทธิของผู้ร้องสอดในทรัพย์ส่วนนี้ได้เกิดมีขึ้น โดยแสดงเจตนารับเอาซึ่งทรัพย์ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินี้ของผู้ร้องสอดมิได้ ตามมาตรา 375 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้น โจทก์จะเรียกร้องเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องจำนวน 40 ตารางวามาเป็นของโจทก์มิได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2521 นางหวาน พรรณวิเชียร กับพวก โจทก์ นายจุน พรรณนิยม จำเลย ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม จำเลย นางสวัสดิ์ พรรณนิยม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางหวาน พรรณวิเชียร กับพวก · จำเลย - นายจุน พรรณนิยม · จำเลย - ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม · จำเลย - นางสวัสดิ์ พรรณนิยม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิสัณห์ ลีตเวทย์ · แถม ดุลยสุข · จรัญ สำเร็จประสงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 988/2533ฎีกา 2923/2525ฎีกา 964/2512ฎีกา 1241/2491ฎีกา 933/2496ฎีกา 7894/2553ฎีกา 801-802/2492ฎีกา 320/2488ฎีกา 9487/2558ฎีกา 5745/2537ฎีกา 1117/2527ฎีกา 1140/2559ฎีกา 3366/2522ฎีกา 864/2499ฎีกา 1084/2539ฎีกา 134/2513ฎีกา 2681/2519ฎีกา 1002/2509ฎีกา 385/2493ฎีกา 1365/2505ฎีกา 2750/2530ฎีกา 100/2540ฎีกา 1525/2513ฎีกา 6983/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา