⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 787/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 787/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่สัญญาได้ผ่อนผันให้แก่กัน ทำให้มูลหนี้ตามสัญญาเดิมระงับสิ้นไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินแปลงหนึ่งให้โจทก์ ได้รับเงินมัดจำไปแล้ว 25,000 บาท ถ้าผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายได้อีก 25,000 บาท แต่ต่อมาปรากฏว่าไม่มีที่ดินขายให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยข้อหาฉ้อโกง ระหว่างพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว ทนายโจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันยื่นคำร้องว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 20,000 บาท จำเลยจะนำมาชำระภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป โจทก์ขอถอนฟ้องและศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ข้อตกลงของโจทก์จำเลยตามคำร้องดังกล่าวจึงเป็นการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียร้องค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงนี้จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้มูลหนี้ตามสัญญาเดิมระงับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.62 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๘ จำเลยตกลงจะขายที่ดิน ๑ แปลง ราคา ๖๕,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์วางเงินมัดจำ ๒๕,๐๐๐ บาท ให้จำเลยรับไป กำหนดโอนที่ดินภายในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ หากจำเลยผิดสัญญายอมใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท อีกส่วนหนึ่ง ถึงกำหนดจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ เพราะจำเลยไม่มีที่ดิน ขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จ จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ตามฟ้องจริง แต่โจทก์ผิดสัญญาเพราะไม่นำเงินที่เหลืออีก ๕๐,๐๐๐ บาท มาชำระให้จำเลย และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยข้อหาฐานฉ้อโกง ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกัน โดยทนายโจทก์ยอมถอนฟ้องจำเลย ยอมชำระเงินมัดจำและคืนค่าเสียหายรวม ๓๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยได้ชำระเงินให้นายดิเรก ขาวสะอาดทนายโจทก์ (จำเลยร่วมคดีนี้) ไปครบถ้วนแล้ว มูลหนี้ตามสัญญาจึงระงับไป ขอให้ยกฟ้อง จำเลยขอให้เรียกนายดิเรก ขาวสะอาดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลขั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่าได้รับเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท และมอบให้โจทก์แล้ว จำเลยร่วมถอนฟ้องคดีอาญาเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบไม่ต้องรับผิด ศาลชั้นต้นฟังว่า เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่ทนายโจทก์คือโจทก์ร่วมคดีนี้ไปแล้ว ๓๐,๐๐๐ บาท และจำเลยร่วมได้จ่ายเงินให้โจทก์ไปแล้ว ๑๕,๐๐๐ บาท จำเลยไม่มีที่ดินจะขายให้โจทก์ตามสัญญาข้อ ๔ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ก็ต่อเมื่อจำเลยไม่ยอมขายที่ดินให้โจทก์ จึงถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ได้ จำเลยต้องคืนมัดจำให้โจทก์ และเชื่อว่าที่จำเลยกับทนายโจทก์ (จำเลยร่วม) ตกลงใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นั้นรวมถึงเงินมัดจำด้วย โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยร่วมแล้ว ๑๕,๐๐๐ บาท พิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงินส่วนที่เหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราตามขอนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยใช้เงินตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนและเรียกค่าเสียหาย และการที่จำเลยกับทนายโจทก์ (จำเลยร่วม) ร่วมกันยื่นคำร้องในคดีอาญา โดยจำเลยยอมใช้เงินให้โจทก์ ๓๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ยอมถอนฟ้องคดีอาญานั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามสัญญาเดิมจึงระงับไป จำเลยมีหน้าที่ชำระเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์กลับไปชำระให้จำเลยร่วมจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ เพราะมิได้มอบอำนาจให้จำเลยร่วมรับเงิน โจทก์ได้รับแล้ว ๑๕,๐๐๐ บาท จำเลยต้องชำระให้โจทก์อีก ๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราตามฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ตามสัญญายังไม่ระงับเพราะจำเลยยอมใช้เงินแก่โจทก์ ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่ามูลหนี้ตามสัญญาระงับหรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดิน ๒ แปลง ราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ และได้รับเงินมัดจำไปแล้ว ๒๕,๐๐๐ บาท ถ้าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายได้อีกเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท ต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และมีผู้อื่นร้องคัดค้านเกี่ยวกับที่ดินซึ่งจำเลยทำสัญญาจะขายให้โจทก์ โจทก์จึงร้องเรียกต่อผู้บังคับกองสถานีตำรวจท้องที่ให้ช่วยไกล่เกลี่ยให้จำเลยคืนเงินมัดจำ แต่ไม่เป็นผล โจทก์จึงมอบให้นายดิเรก ขาวสะอาดทนายซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง โดยมิได้ขอให้ศาลสั่งและบังคับจำเลยตามคำขอส่วนแพ่ง ระหว่างพิจารณาทนายโจทก์ (จำเลยร่วม) กับจำเลยยื่นคำร้องร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันที่ (วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๘) ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยจะนำมาชำระให้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๘ โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปโจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ต่อมาวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๘ โจทก์ยื่นคำร้องขอบังคับคดียึดทรัพย์จำเลย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และปรากฏว่าจำเลยชำระเงินให้ทนายโจทก์ (จำเลยร่วม) ครบ ๓๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๘ แต่ทนายโจทก์ไม่นำไปมอบให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยร่วม ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับปัญหาว่ามูลหนี้ตามสัญญาระงับไปหรือไม่ แม้ตามคำร้องของโจทก์จำเลยลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๘ ไม่ได้ความชัดเจนว่า เงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยชำระให้โจทก์เป็นค่าอะไร แต่เมื่อพิเคราะห์เหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ ประกอบกับข้อที่ว่า มีจำนวนใกล้เคียงกับเงินมัดจำที่จำเลยรับไปจากโจทก์ เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ก็ขอคืนเพียงเงินมัดจำ โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงโดยมิได้มีคำขอให้คืนมัดจำและให้ใช้ค่าเสียหาย เมื่อครบกำหนดชำระเงินกันแล้ว โจทก์ยังไม่ได้รับเงิน โจทก์ขอให้ดำเนินการบังคับคดีกับจำเลย และเพิ่งฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่ทราบว่าจำเลยร่วมได้รับเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยแล้วแต่ไม่นำไปมอบให้โจทก์ ดังนี้ ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยยอมใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้นั้น เป็นการใช้คืนมัดจำ ๒๕,๐๐๐ บาท ส่วนอีก ๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จำเลยลดหย่อนกันลงมาจากจำนวนเดิม ๒๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ (จำเลยร่วมในคดีนี้) มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น การตกลงในคดีอาญาจึงไม่ผูกพันถึงค่าเสียหายในคดีนี้ เห็นว่า สัญญาที่ทนายโจทก์ (จำเลยร่วมในคดีนี้) ลงชื่อแทนโจทก์โดยมิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์นั้นหาตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อปรากฏว่าตัวโจทก์ได้ยืนคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อบังคับให้ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันในคดีอาญานั้นถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแล้วการนั้นจึงผูกพันโจทก์ เมื่อข้อตกลงตามคำร้องลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๘ เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงนี้จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ตามสัญญาเดิมย่อมระงับไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 787/2521 นายย้อย บุญมี โจทก์ นายบุษป์ เกิดพิพัฒน์ จำเลย นายดิเรก ขาวสะอาด จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายย้อย บุญมี · จำเลย - นายบุษป์ เกิดพิพัฒน์ · จำเลยร่วม - นายดิเรก ขาวสะอาด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร ศรีอรุณ · วิทูร เทพพิทักษ์ · ไพบูลย์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายเสริม บุญทรงสันติกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3616/2558ฎีกา 6/2475ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2026/2494ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 158/2509ฎีกา 1130/2544ฎีกา 312/2534ฎีกา 953/2505ฎีกา 1748/2511ฎีกา 1/2511ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 1815/2493ฎีกา 174/2538ฎีกา 5712/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา