⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 839/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้เงินกู้เกินกว่า 50 บาท แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ไม่เป็นโมฆะ แต่จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างอื่นมาแสดง หรือมีการรับสภาพหนี้กันเป็นหนังสือ หรือมีการจำนองหรือจำนำเป็นประกันหนี้นั้น

ย่อคำพิพากษา

กู้เงินเกิน 50 บาท แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ไม่เป็นโมฆะเพียงแต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้เท่านั้น ผู้กู้สลักหลังเช็คชำระหนี้แก่ผู้กู้ จึงมีมูลหนี้ บังคับตามเช็คได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 71,156 บาท ตามเช็คแก่โจทก์กับดอกเบี้ยในต้นเงิน 69,000 บาท ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ผู้สลักหลังเช็คแก่โจทก์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้จำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังแล้วจำเลยที่ 3ได้สลักหลังมอบให้โจทก์ คดีคงมีปัญหาว่า การที่จำเลยที่ 3 โอนเช็คพิพาทให้โจทก์นั้น จำเลยที่ 3กับโจทก์มีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ และเป็นการโอนด้วยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า รู้จักและเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 3 มาตั้งแต่เด็ก ๆ ติดต่อค้าขายกันเรื่อยมา จำเลยที่ 3 ได้สลักหลังเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินที่จำเลยที่ 3 กู้จากโจทก์ไป พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ และค้าขายติดต่อกันเรื่อยมา ความคุ้มเคยและความไว้ใจซึ่งกันและกันย่อมมีมากเป็นธรรมดา กรณีที่ไม่ปรากฏการเบิกเงินจำนวน80,000 บาท ในรายการบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามเอกสาร ล.1 หาได้หมายความว่าโจทก์มิได้ให้จำเลยที่ 3 กู้เงินจำนวนดังกล่าวไม่ เพราะโจทก์อาจเบิกเงินจากธนาคารหลายครั้งมาให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งรวมกันแล้วเป็นจำนวน 80,000 บาทก็ได้ ศาลฎีกาเชื่อว่า มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยมิได้ทำหลักฐานกันไว้ดังโจทก์นำสืบ แม้การกู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้แห่งการกู้ยืมก็ไม่ตกเป็นโมฆะ เพียงแต่ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้เท่านั้น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3สลักหลังเช็คพิพาทโอนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ จึงเป็นการโอนเช็คโดยมีมูลหนี้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 3 เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลและไม่สุจริตนั้น จำเลยไม่มีพยานมานำสืบพิสูจน์แต่ประการใด เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้ ฉะนั้น จำเลยที่ 1ในฐานะผู้สังจ่ายเช็คพิพาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้สลักหลัง จึงต้องร่วมรับผิดใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ตามฟ้อง" พิพากษากลับ บังคับตามศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2521 นางสุมาลี ภูษยางกูล โจทก์ นายวิญญู ยุพฤทธิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุมาลี ภูษยางกูล · จำเลย - นายวิญญู ยุพฤทธิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยง โรจนสุพจน์ · อุดม จาละ · ภิญโญ ธีรนิติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 320/2482ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 2923/2525ฎีกา 1452/2511ฎีกา 552/2548ฎีกา 2776/2525ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 94/2474ฎีกา 272/2490ฎีกา 1897/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 1277/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1313/2515ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 2195/2533ฎีกา 794/2509ฎีกา 3055/2526ฎีกา 1896/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา