⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1494/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1494/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งของคดีอาญา ต้องถือตามที่ได้วินิจฉัยในคดีส่วนอาญาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ ศาลพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์ ที่พิพาทเป็นของจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยเจตนากระทำผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกว่าจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์ ขอให้ใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ มูลคดีทางแพ่งที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้ ด็คือมูลคดีเดียวกับคดีที่โจทก์ได้ฟ้องร้องจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวข้างต้น การวินิยฉัยคดีส่วนแพ่งจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ได้ความในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังเป็นยุติแล้วว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย ฟ้องโจทก์ ซึ่งอ้างสภาพแห่งข้อหาในมูลคดีเดียวกับคดีอาญาดังกล่าวจึงย่อมตกไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตัดฟันต้นสะแกของโจทก์ ใช้ไม่ไผ่ปิดกั้นทางน้ำ ถอนเสารั้ว ขุดถอนต้นมะพร้าว ตะไคร้และกล้วย กับขุดดินถมบ่อของโจทก์ ขอศาลห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง ให้เปิดทางน้ำ และให้ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยบุกรุกที่ดินและตัดต้นไม้ของโจทก์ดังฟ้อง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำกับที่ฟ้องมาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๖๖๕/๒๕๑๘ ของศาลชั้นต้น เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายสินและนางจันทร์ โพธิ์สุข บิดามารดาสามีจำเลยที่ ๑ เมื่อนายสินตาย นางจันทร์แบ่งที่ดินพิพาทให้สามีจำเลยที่ ๑ สามีจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยปรปักษ์มาจนเมื่อประมาณ ๒๕ ปีมานี้ สามีจำเลยที่ ๑ จึงตายลง จำเลยที่ ๑ ได้สมรสกับจำเลยที่ ๒ และครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าวต่อมาจนปัจจุบัน ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยไม่เคยครอบครองที่พิพาท จึงไม่ได้กรรมสิทธ์ วันชี้สองสถาน จำเลยสละฟ้องแย้งและคำขอบังคับ และโจทก์จำเลยรับกันว่าค่าเสียหายคอดเป็นเงิน ๕๐๐ บาท คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายหรือไม่ โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานอื่น โดยขอให้นำพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๖๓/๒๕๑๙ ของศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทคดีนี้ ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดของโจทก์จำเลยมิได้ครอบครองปรปักษ์ และจำเลยตัดฟันต้นไม้ของโจทก์เสียหาย พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ โดยกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตัดฟันเอาต้นสุแกของโจทก์ไป ๖ ต้น ใช้ไม้ปิดกั้นทางน้ำในเขตที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์นำเรือเข้าออกไม่ได้ ขุดดินถมบ่อของโจทก์ ถอนเสารั้วที่โจทก์ปักไว้เป็นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์จำเลย และขุดถอนต้นมะพร้าว ๕ ต้น ตะไคร้ ๑๒ กอ และกล้วย ๕ ต้นในที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลชึ้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาทุจริตหามีความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ หรือลักทรัพย์ตามโจทก์ฟ้องไม่ ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ ๑๒๖๙ ของโจทก์ แต่อยู่ในเขตโฉนดที่ ๑๒๗๕ ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายสง่า การที่จำเลยถอนเสารั้วของโจทก์เพียงแต่ถอนขึ้นเท่านั้น มิได้ทำให้ชำรุดเสียหาย ถอนต้นตะไคร้ กล้วย มะพร้าวที่โจทก์เพิ่มปลูก เพื่อให้โจทก์เอาไปคืนไปปลูกที่อื่น เพราะต้องการขุดดินเอามาทำเป็นทางเดิน ไม่ปรากฏต้นไม้นั้นเสียหายอย่างใด สามารถนำไปปลูกใหม่ได้ จำเลยทำไปเพราะเชื่อว่าปลูกในเขตที่ดินของจำเลย โดยเจตนาใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเหตุสมควรที่จำเลยจะปฏิบัติเช่นนั้น เพื่อยังให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนสิ้นไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามคำพยานโจทก์ยังฟังไม่ได้แน่ว่าโจทก์ปลูกต้นสะแกไว้ในที่พิพาท จำเลยตัดฟันเอาไป ถือไม่ได้ว่าจำเลยเจตนาลักไม้สะแก และตามพฤติการณ์นี้เดิมที่พิพาทเป็นที่บิดามารดาของสามีจำเลยที่ ๑ ใช้ปลูกบ้าน สามีจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เคยอยู่ในที่พิพาท จำเลยที่ ๑ เคยให้ผู้อื่นเช่าที่พิพาท เคยแจ้งความเมื่อมีกรณีพิพาทกับโจทก์ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลย เชื่อว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเจตนากระทำผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๖๓/๒๕๑๙ ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า มูลคดีทางแพ่งที่โจทก์นำมาฟ้องร้องจำเลยในคดีนั้น ก็คือมูลคดีเดียวกับคดีที่โจทก์ได้ฟ้องร้องจำเลยในคดีอาญาตามคดีดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์ได้นำมูลเรื่องพิพาทกันนี้ไปฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีทางอาญามาแล้ว ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งก็จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ได้ความในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังเป็นยุติแล้วว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายสง่า จำเลยไม่ได้ทำให้เสียทรัพย์ลักทรัพย์และบุกรุก ฉะนั้นฟ้องโจทก์ ซึ่งอ้างสภาพแห่งข้อหาในมูลคดีเดียวกับคดีอาญาดังกล่าวจึงย่อมตกไป พิพากษายืนในผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1494/2522 นางจอน โพธิ์สุขหรือสังข์อ่อง โจทก์ นายประเสริฐ โพธิ์สุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจอน โพธิ์สุขหรือสังข์อ่อง · จำเลย - นายประเสริฐ โพธิ์สุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร ศรีอรุณ · วิทูร เทพพิทักษ์ · ไพบูลย์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายธรรมสถิตย์ ธีรกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1144-1146/2553ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 9203/2554ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา