⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1623/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เช่าแสดงเจตนาโต้แย้งสิทธิของผู้ให้เช่าและยึดถือครอบครองทรัพย์สินที่เช่าเพื่อตนเอง ถือเป็นการแย่งการครอบครอง และผู้ให้เช่าจะหมดสิทธิฟ้องร้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบว่ามีการแย่งการครอบครอง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากนาที่เช่าอันเป็นที่ดินมือเปล่าของโจทก์ปรากฏจากคำฟ้องและการนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ให้พี่เขยไปเก็บค่าเช่าและบอกเลิกการทำนา จำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าและไม่ยอมออกจากที่พิพาท โดยบอกว่าจำเลยสู้ปกครองเห็นได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นลักษณะบอกกล่าวเปลี่ยนแปลงจากการยึดถือครอบครองแทน เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์ เข้าลักษณะแย่งการครอบครองแล้ว โจทก์ทราบว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่พิพาท เพิ่งมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ให้จำเลยเช่าทำนา จนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๗ โจทก์ประสงค์จะให้พี่เขยของโจทก์เข้าทำนาแทน จำเลยไม่ยอมอ้างว่าจะสู้ปกครอง โจทก์ให้พี่เขยไปเก็บค่าเช่า จำเลยก็ไม่ชำระ ยืนยันสู้ปกครองตามเดิม โจทก์จึงทราบว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ จนวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๑๘ โจทก์ขายที่ดินให้ผู้อื่น ระหว่างประกาศขาย จำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขายที่ดินให้จำเลย และจำเลยชำระราคาครบถ้วนแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์เสียหายจึงมาฟ้องให้พิพากษาขับไล่จำเลย และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป จำเลยให้การว่า โจทก์ขายที่พิพาทให้จำเลย จำเลยชำระราคาครบ และโจทก์มอบที่พิพาทให้จำเลยครอบครองกับทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อนำไปจัดการโอนที่พิพาทเป็นของจำเลย แต่จำเลยยังไม่มีค่าธรรมเนียมในการโอน จำเลยไม่เคยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ เมื่อโจทก์ประกาศขายที่พิพาท จำเลยจึงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่พิพาทของโจทก์โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี โจทก์เสียสิทธิจะได้ที่ดินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๕ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าจำเลยเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ดังที่โจทก์นำสืบ ก็ปรากฏจากคำฟ้องและการนำสืบของโจทก์ว่า ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ นายมูลผู้เก็บค่าเช่าจากจำเลยแทนโจทก์ไปเก็บค่าเช่าที่พิพาทจากจำเลยสองครั้งและบอกให้จำเลยเลิกทำนา โจทก์จะให้นายมูลเป็นผู้ทำ จำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าที่พิพาท บอกว่าจำเลยสู้ปกครองไม่ยอมออกจากที่พิพาท ไม่ให้นายมูลเข้าทำนา นายมูลแจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๗ เห็นได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้นแล้ว อันเป็นลักษณะบอกกล่าวเปลี่ยนจากการยึดถือครอบครองแทนเป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนเอง เป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์เข้าลักษณะแย่งการครอบครอง เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่พิพาทเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๗ โจทก์มาฟ้องจำเลยวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๑๘ นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน ๑ ปีแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2522 นายประนันท์ ศรีหมากสุก โจทก์ นายหวล มณีวงษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประนันท์ ศรีหมากสุก · จำเลย - นายหวล มณีวงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสุคนธ์ อ่อนจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบัญชา กุลหนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 472/2526ฎีกา 945/2537ฎีกา 3089/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 1153/2501ฎีกา 6405/2550ฎีกา 1280/2492ฎีกา 7619/2543ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 1686/2520ฎีกา 7706/2548ฎีกา 2938/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 5051/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2923/2535ฎีกา 7546/2542ฎีกา 178/2485ฎีกา 546/2532ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา