⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1645/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงสิทธิหน้าที่ของคู่ความในประเด็นข้อพิพาทใดแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความในประเด็นข้อพิพาทนั้นตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เคยฟ้อง ถ. เจ้าของที่พิพาทกับบริษัท ท. เป็นจำเลยอ้างว่า ถ. ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่บริษัท ท. แล้วต่อมาบริษัท ท. ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับ ถ. ไม่เกิดอำนาจฟ้องบังคับให้ ถ. ส่งมอบที่พิพาทให้แก่โจทก์ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์กับ ถ. ซึ่งเป็นคู่ความคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ถ. เป็นคดีนี้โดยอ้างว่า ถ. นำที่พิพาทไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนให้แก่ ส. ทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากโจทก์ได้ทำหนังสือจะซื้อจะขายที่พิพาทจากบริษัท ท. ผู้ซึ่งได้ทำหนังสือจะซื้อจะขายไว้จาก ถ. และโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ส. ผู้รับโอนที่พิพาทตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจาก ถ. เป็นคดีนี้ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2513 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 2033 และ 3311 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทไทยชัชวาลย์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นเงิน 20 ล้านบาทเศษ ในสัญญาระบุให้สิทธิแก่ผู้ซื้อทำนิติกรรมขายต่อได้ วันรุ่งขึ้นบริษัทไทยชัชวาลย์ เอ็นจิเนียริ่งจำกัด จึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ในราคา 23ล้านบาทเศษ ก่อนโจทก์ทำสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ออกหนังสือรับรองให้ไว้แก่โจทก์ยอมให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าวได้ ต่อมาจำเลยที่ 2ผิดสัญญา โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 และบริษัทไทยชัชวาลย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัดให้ส่งมอบที่ดินหรือใช้เงิน จำเลยที่ 2 ได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 61 แปลงโอนขายไปแล้วประมาณ 46 แปลง คงเหลือประมาณ 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดไว้ตามคำขอของโจทก์ เมื่อเดือนมีนาคม 2517 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ให้โอนที่ดินทั้ง 15 โฉนดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2หลังจากยื่นฟ้อง 5 วัน จำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 ยอมโอนที่ดิน 15 แปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1ศาลแพ่งได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วปรากฏตามคดีแดงที่ 8825/2516ของศาลแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการทุจริต โจทก์เสียหาย และโจทก์อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 8825/2516 และขอให้ระงับการโอน จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้หลายประการ และว่าการโอนได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 2033และ 3311 วันที่ 8 ธันวาคม 2513 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่บริษัทไทยชัชวาลย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นเงิน 20 ล้านบาทเศษ วันที่ 9 ธันวาคม 2513 บริษัทไทยชัชวาลย์ฯ ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวต่อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 23 ล้านบาทเศษ วันที่ 10 ธันวาคม 2513จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้เลิกสัญญากับบริษัทไทยชัชวาลย์ฯ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20 ล้านบาท จำเลยที่ 1 ได้เข้าดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวหลายประการ ต่อมา พ.ศ. 2516 โจทก์ขออายัดที่ดินดังกล่าว 14 แปลง(ที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงใหญ่เดิม) แล้วฟ้องจำเลยที่ 2กับบริษัทไทยชัชวาลย์ฯ ให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือให้ใช้ค่าเสียหายศาลได้พิพากษาแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1731/2521 ในระหว่างดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 8825/2516 อันเป็นมูลให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 กับบริษัทไทยชัชวาลย์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นจำเลยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้บริษัทไทยชัชวาลย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัทนี้ไดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาในคดีนั้นได้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 (ในคดีนี้) ไม่เกินอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 (ในคดีนี้) ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้อีก อ้างว่าจำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากโจทก์ได้ทำหนังสือจะซื้อจะขายที่พิพาทจากบริษัทไทยชัชวาลย์ฯ ซึ่งได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายไว้จากจำเลยที่ 2 อีกเป็นคดีนี้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1731/2521ย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก การที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอาศัยสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยชัชวาลย์ฯ จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่พิพาทเช่นนี้แล้ว โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนที่พิพาทตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 2 ด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2522 นายสุรพงษ์ เตชะกิจขจร โจทก์ นางสง่า ลิชฌน์เศรษฐ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรพงษ์ เตชะกิจขจร · จำเลย - นางสง่า ลิชฌน์เศรษฐ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · โสพิทย์ คังคะเกตุ · จินดา บุญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา