⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1818/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดอาญาที่ผู้กระทำความผิดต้องรับผิดทางแพ่งโดยอาศัยมูลคดีอาญาโดยตรงเท่านั้น ที่ศาลต้องถือตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

ย่อคำพิพากษา

ข้อเท็จจริงในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลจำต้องถือตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น คือข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดของอาญาที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดในทางแพ่งโดยอาศัยมูลคดีอาญาในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง โจทก์ฟ้องคดีแพ่งก่อนคดีอาญา ตั้งประเด็นว่ามีสัญญาต่างตอบแทนในเรื่องการใช้ถนนร่วมกันระหว่างโจทก์จำเลยแต่จำเลยทำผิดสัญญา และกระทำละเมิด จึงขอให้ปฏิบัติตามสัญญาและใช้ค่าเสียหาย ทั้งยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาชั้นไต่สวนคำร้อง เมื่อจำเลยเบิกความว่าไม่มีข้อตกลงในการใช้ถนนร่วมกัน โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่าเบิกความเท็จในเรื่องนี้ แม้ข้อนำสืบในคดีแพ่งและคดีอาญา จะเป็นเรื่องเดียวกันว่ามีข้อตกลงกันอย่างไรจริงหรือไม่ก็ตาม ก็เห็นได้ว่ารูปคดีเช่นนี้หาใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่ฟ้องโดยอาศัยมูลคดีอาญาโดยตรงไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโฉนดเลขที่ 2558 ตำบลห้วยขวาง อำเภอพญาไทจังหวัดพระนคร เป็นที่ดินแปลงเดียวกับของจำเลยทั้งสองและของนายแสวงมงคลเกษม ต่อมาได้แยกที่ดินแปลงนี้ออกเป็นส่วน ๆ เป็นของจำเลยทั้งสองและของนายแสวงคนละหนึ่งส่วน ส่วนที่เหลือโฉนดเดิมเป็นของภริยาโจทก์โดยเป็นสินสมรส โจทก์มีสิทธิจัดการบำรุงรักษา เพื่อประโยชน์ของที่ดินแปลงนี้ ที่ดินทั้งสี่แปลงตั้งอยู่เรียงกันตามลำดับ ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายห้วยขวาง โจทก์จำเลยทั้งสองและนายแสวงได้ขอซื้อที่ดินและสิทธิในที่ดินที่ติดถนนสาธารณะของบุคคลภายนอกหลายคน เพื่อร่วมกันทำถนนบนที่เหล่านั้นและของโจทก์กับของจำเลยแล้วใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยมีข้อตกลงว่า เฉพาะถนนที่ผ่านที่ดินของบุคคลภายนอกนี้จะช่วยกันออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ส่วนถนนที่ผ่านที่ดินของโจทก์และจำเลยก็ให้บุคคลนั้นเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและเพื่อเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะผ่านถนนสายนี้ได้ เพื่อให้ที่ดินของแต่ละแปลงของโจทก์และของจำเลยมีค่าและหรือเป็นประโยชน์ในการที่จะจำหน่าย และหรือทำการก่อสร้างหารายได้ของแต่ละบุคคล โจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองและ นายแสวงก่อสร้างถนนขึ้นตามข้อตกลงตั้งแต่ พ.ศ. 2506และได้ใช้ประโยชน์ถนนสายนี้ตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2512จำเลยทั้งสองโดยจงใจได้ร่วมกันสั่งให้คนของจำเลยก่อสร้างเสากั้นรถขึ้นในถนนตรงบริเวณส่วนของจำเลยทั้งสอง และได้สร้างขึ้นเป็นระยะ ๆ ถึง 3ระยะโดยเสากั้นรถนี้ผ่านได้เฉพาะรถเก๋งหรือรถที่เล็กกว่าเท่านั้น ส่วนรถบรรทุกไม่สามารถจะผ่านไปได้ ดดยมีเจตนาปิดกั้นถนนเพื่อแกล้งโจทก์ มิได้นำสิ่งก่อสร้างและอุปกรณืในการก่อสร้างผ่านถนนเข้าไปยังที่ดินของโจทก์โจทก์ขออนุญาตบุคคลอื่นเข้าทางด้านอื่น จำเลยทั้งสองก็ยังตามไปกั้นทางใหม่นั้นอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการผิดสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์จำเลย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสงอรื้อถอนเสากั้นรถและเปิดทางให้โจทก์ผ่านไปมาได้สะดวกและร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองกับโจทก์ไม่เคยมีข้อตกลงร่วมกันเรื่องการใช้ถนน จำเลยทั้งสองกับนายแสวงได้ก่อสร้างถนนอย่างดีตามหลักวิชาช่างด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง เมื่อโจทก์กับนางยุวดีก่อสร้างอาคารในที่ดินของนางยุวดี นางยุวดี ได้ขอใช้ถนนดังกล่าวจำเลยทั้งสองอนุญาต ต่อมาถนนชำรุดเสียหาย จำเลยทั้งสองและนายแสวงติดต่อให้นางยุวดีจัดการซ่อม แต่โจทก์และนางยุวดีเพิกเฉยจำเลยทั้งสองจึงซ่อมเอง และในการซ่อมนี้จำเป็นต้องปิดกั้นมิให้รถยนต์บรรทุกวิ่งผ่าน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการผิดสัญญาต่างตอบแทน และไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสากั้นรถและกองดินไปจากถนนเปิดทางเดินให้รถโจทก์ผ่านไปมาได้ จำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างฎีกาโจทก์มรณะ นางยุวดีเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองต่างมีสิทธิใช้ถนนในที่ดินของกันและกันได้อันมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น คือข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดทางอาญา ที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดในทางแพ่งโดยอาศัยมูลคดีอาญาในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องคดีแพ่งก่อนคดีอาญา ตั้งประเด็นว่ามีสัญญาต่างตอบแทนในเรื่องการใช้ถนนร่วมกันระหว่างโจทก์จำเลย แต่จำเลยทำผิดสัญญาและกระทำละเมิด จึงขอให้ปฏิบัติตามสัญญาและใช้ค่าเสียหาย ทั้งยื่นคำร้อง ขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษา ชั้นไต่สวนคำร้องเมื่อจำเลยเบิกความว่าไม่มีข้อตกลงในการใช้ถนนร่วมกัน โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่าเบิกความเท็จในเรื่องนี้ แม้ข้อนำสืบในคดีแพ่งและคดีอาญาจะเป็นเรื่องเดียวกันว่ามีข้อตกลงกันอย่างไรจริงหรือไม่ก็ตามก็เห็นได้ว่ารูปคดีเช่นนี้หาใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่ฟ้องโดยอาศัยมูลคดีอาญาโดยตรงไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2522 นายทวี เจริญพิทักษ์ โดยนางยุวดี เจริญพิทักษ์ โจทก์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ โจทก์ นายสวัสดิ์ มงคลเกษม ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทวี เจริญพิทักษ์ โดยนางยุวดี เจริญพิทักษ์ · โจทก์ - ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ · จำเลย - นายสวัสดิ์ มงคลเกษม ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จันทร์ ระรวยทรง · สุวัฒน์ รัตรสาร · สุไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1144-1146/2553ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 9203/2554ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา