⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2142/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2142/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้เช่าโดยตรงกับผู้ให้เช่า สัญญาเช่าเดิมย่อมระงับสิ้นไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่านาโจทก์ทำมาตั้งแต่ พ.ศ.2510 เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ครั้นพ.ศ. 2517 จำเลยให้บุตรของจำเลยสองคนเช่าทำนาดังกล่าวกับโจทก์ ดังนี้ เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เช่าจากจำเลยมาเป็นบุตรของจำเลยเป็นผู้เช่าโดยตรงกับโจทก์ ฉะนั้นสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยจึงระงับสิ้นไปแล้วตั้งแต่พ.ศ.2517 จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.4 พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. 2510 จำเลยได้ทำสัญญาเช่านาของโจทก์บางส่วนในโฉนดเลขที่ 1422 อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2514 แต่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่นาที่เช่า จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้รื้อบ้านซึ่งจำเลยปลูกไว้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วย จำเลยให้การว่าได้เช่านาพิพาทจากโจทก์ตลอดมา ปี 2517 จำเลยได้ให้บุตรเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ และจำเลยก็ได้เข้าทำนา จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าทำนาในที่ดินของโจทก์ต่อไปอีกมีกำหนด 6 ปี ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 บ้านที่จำเลยปลูกอยู่ในที่ดินสาธารณะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยได้เช่าที่ดินของโจทก์ทำนาจนถึงปีที่โจทก์ฟ้องได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่านา พ.ศ. 2517 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อสิ้นสัญญาเช่า จ.3 แล้ว จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์อีก แต่ให้นายเรือง นายสุข บุตรของจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เช่าจากจำเลยเป็นบุตรจำเลย จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 และเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านเป็นที่ดินของโจทก์ พิพากษาขับไล่จำเลยตามขอ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อแรกที่ว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 แล้ว จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์เพราะจำเลยหยุดทำนาที่เช่าจากโจทก์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2517แล้ว แต่ให้นายเรือง นายสุข บุตรจำเลยแยกทำสัญญาเช่ากับโจทก์ต่างหากโดยนายเรืองเช่า 35 ไร่ นายสุขเช่า 18 ไร่ ไม่ได้เช่าแทนจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวมาเป็นการแสดงว่าเปลี่ยนตัวผู้เช่าจากจำเลยมาเป็นบุตรจำเลยเป็นผู้เช่าโดยตรงจากโจทก์ ดังนั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงระงับไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 ส่วนประเด็นที่ว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านเป็นที่สาธารณะประโยชน์หรือไม่นั้น พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านเป็นที่ดินของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2142/2522 นายสอน ปอประสิทธิ์ โจทก์ นายอยู่ บุญมา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสอน ปอประสิทธิ์ · จำเลย - นายอยู่ บุญมา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุบ วีระเวคิน · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3193/2534ฎีกา 1048/2526ฎีกา 2103/2522ฎีกา 1103/2519ฎีกา 1462/2525ฎีกา 2459/2520ฎีกา 1448-1449/2523ฎีกา 2115/2519ฎีกา 3548/2526ฎีกา 2388/2523ฎีกา 2456/2521ฎีกา 1700/2524ฎีกา 1746/2526ฎีกา 2594/2521ฎีกา 799/2522ฎีกา 2298/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา