คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่แบ่งแยกออกไปและอยู่ติดต่อกัน แม้จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อได้แยกโฉนดแล้ว ย่อมถือว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน. เจ้าของที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าของที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินแปลงเดิม เบิกทางจำเป็นได้ตามความจำเป็น.
ย่อคำพิพากษา
เดิมมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่แปลงหนึ่ง เจ้าของได้แบ่งขายและแยกโฉนดไปเรื่อยๆ จนเหลือที่ดินแปลงเดิมคือที่ดินแปลงหมายเลข 6 ซึ่งเป็นของจำเลย แม้ในขณะยื่นฟ้อง พ.มารดาโจทก์ยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหมายเลข 108 และ 122 ซึ่งแบ่งแยกออกมาและอยู่ติดต่อกันแต่ที่ดินทั้งสองแปลงก็เป็นที่ดินคนละโฉนด จะถือว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันไม่ได้ เมื่อที่ดินแปลงหมายเลข 122 ไม่มีทางออกไปสู่สาธารณะนอกจากที่ผ่านที่ดินแปลงหมายเลข 104 หรือแปลงหมายเลข 6 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดิมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้เบิกทางจำเป็นบนที่ดินแปลงเดิมแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกไปได้ตามความจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางพวงรัตน์มารดา เดิมขุนประมวลธุราธรมีที่ดิน ๑ แปลง แต่ได้แบ่งโอนให้บุคคลต่างๆ แยกโฉนดเป็นแปลงๆ คือแปลงหมายเลข ๑๐๘ และ ๑๒๒ โอนให้ นางพวงรัตน์ มารดาโจทก์ แปลงที่ ๑๑๙ กับแปลงเดิม คือ หมายเลข ๖ โอนให้จำเลย การแบ่งดังกล่าว ทำให้ที่ดินแปลงหมายเลข ๑๒๒ ของนางพวงรัตน์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นอกจากผ่านที่ดินแปลงหมายเลข ๖ เจ้าของที่ดินเดิมจึงให้ทางเดินบนที่ดินแปลงหมายเลข ๖ กว้าง ๓ เมตร ๕๐ เมตร นางพวงรัตน์ได้ใช้เดินออกจากที่ดินไปสู่ทางสาธารณะเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว ทางเดินดังกล่าวจึงเป็นการจำยอมด้วยต่อมาจำเลยปิดกั้น จึงขอให้บังคับจำเลยเปิดทางบนที่ดินแปลงหมายเลข ๖
จำเลยให้การว่า ทางที่โจทก์อ้างไม่เคยเป็นทางเดินมาก่อนขุนประมวลธุราธรไม่เคยแบ่งไว้ในทางเดิน เจ้าของที่ดินแปลงหมายเลข ๑๒๑,๑๒๒ และ ๑๐๘ ไม่เคยใช้ทางนี้เมื่อที่ดินยังเป็นแปลงใหญ่อยู่ เจ้าของที่ดินเดิมใช้ทางเดินออกสู่ถนน ตรงมุมโฉนดที่ดินแปลงหมายเลข ๑๐๘ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เปิดทางจำเป็น เพราะที่ดินแปลงหมายเข ๑๒๒ กับ ๑๐๘ ของนางพวงรัตน์เป็นที่ดินติดต่อกัน ที่ดินแปลง ๑๐๘ มีทางออกสู่ถนนอยู่แล้วหากจะให้จำเลยเปิดทางชอบที่จะให้ชดใช้ค่าที่ดินแก่จำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง นางพวงรัตน์มารดาโจทก์ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหมายเลข ๑๐๘ และ ๑๒๒ ซึ่งอยู่ติดต่อกัน แต่ที่ดินทั้งสองแปลงก็เป็นที่ดินคนละโฉนด จึงจะถือว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันไม่ได้ เมื่อที่ดินแปลงหมายเลข ๑๒๒ ไม่มีทางออกไปสู่สาธารณะนอกจากจะผ่านที่ดินแปลงหมายเลข ๑๐๘ หรือแปลงหมายเลข ๖ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดิมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิ์เรียกร้องให้เปิดทางจำเป็นบนที่ดินแปลงเดิมแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกไปได้ตามความจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน จำเลยไม่มีสิทธิที่จะปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นดังกล่าว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2522
นายสุรศักดิ์ ชาญยุทธ โจทก์
นางปราณี จงเทพ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุรศักดิ์ ชาญยุทธ · ล. - นางปราณี จงเทพ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวัฒน์ รัตรสาร · จันทร์ ระรวยทรง · สุไพศาล วิบุลศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นางอรพินท์ เศรษฐมานิต · ศาลอุทธรณ์ - นายยง ศรีนาม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา