คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804/2523
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ และข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ห้ามมิให้ฎีกาในข้อนั้น.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องเรียกบุตรคืนเมื่อแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรข้อเท็จจริงจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป
ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและได้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนอำนาจปกครองนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีที่มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกบุตรคืนจากจำเลยหรือไม่ศาลมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง
ข้อที่จำเลยฎีกาว่าขณะนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรทั้งจำเลยจดทะเบียนว่าเป็นบุตรแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้ส่งบุตรคืน นั้น จำเลยกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นฎีกามิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยส่งตัวบุตรคืนแก่โจทก์จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิเรียกบุตรทั้งสองคืนจากจำเลยหรือไม่ เมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ภายหลังจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ข้อเท็จจริงจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้วไม่จำเป็นต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง และจำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ที่มีต่อบุตรทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ ศาลมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และข้อที่จำเลยฎีกาว่าขณะนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรทั้งสอง ทั้งจำเลยจดทะเบียนว่าเป็นบุตรแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งบุตรทั้งสองคืนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นข้อที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518มาตรา 7 จึงไม่รับวินิจฉัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยส่งตัวเด็กชายวีระพล โกสุมาพันธ์ และเด็กหญิงรัตนา โกสุมาพันธ์ คืนแก่โจทก์โดยให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงเป็นการชอบแล้ว"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804/2523
นางบุญศรี แซ่เฉี่ย โจทก์
นายโกมล โกสุมาพันธุ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางบุญศรี แซ่เฉี่ย · จำเลย - นายโกมล โกสุมาพันธุ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สุทิน เลิศวิรุฬห์ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา