⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3063/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3063/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* หน่วยงานของรัฐที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินกิจการแทน ถือว่าหน่วยงานของรัฐนั้นมีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลที่คณะกรรมการนั้นจ้างหรือเลิกจ้าง * การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิฟ้องคดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ไม่ตัดสิทธิลูกจ้างในการฟ้องเรียกเงินเดือนและบำเหน็จจากนายจ้างที่มีนิติสัมพันธ์โดยตรง

ย่อคำพิพากษา

โรงงานกระสอบป่านเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรมจำเลยเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปในกิจการของโรงงานกระสอบป่าน มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งคณะหรือรายบุคคล คณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อจำเลย จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งต่างๆ แม้แต่การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นไปตามความเห็นชอบของจำเลย จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยตั้งคณะกรรมการอำนวยการโรงงานขึ้นก็เพื่อให้คณะกรรมการรับมอบหน้าที่ไปทำในนามของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับโจทก์ การที่ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่อาจข้อกล่าวที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและขอให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์มาฟ้องยังศาลแรงงานนั้น เป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มิได้รวมไปถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินเดือนและบำเหน็จซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ได้ตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยมีนิติสัมพันธ์อยู่กับโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโรงงานกระสอบป่าน กรมโรงงานอุตสาหกรรม โจทก์ถูกให้ออกจากการเป็นพนักงานตามคำสั่งที่ ๑๗๙/๒๕๑๙ โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอความเป็นธรรมต่อจำเลยหลายครั้งเพราะเหตุที่โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง ต่อมาจำเลยได้ออกคำสั่งยุบเลิกโรงงานกระสอบป่าน จำเลยไม่ยอมยกเลิกคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากงานและไม่ยอมจ่ายเงินเดือนที่ค้าง เงินบำเหน็จ และเงินชดเชย รวมทั้งสิน ๓๘๑,๑๘๒ บาท ขอให้จำเลยสั่งยกเลิกคำสั่งโรงงานกระสอบป่าน กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ ๑๗๙/๒๕๑๙ ให้จำเลยชำระเงิน ๓๘๑,๑๘๒ บาทแก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย โจทก์เป็นพนักงานของโรงงานกระสอบป่าน กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประเภท ๒ มีคณะกรรมการอำนวยการเป็นผู้บริหาร การที่ผู้อำนวยการโรงงานกระสอบป่านมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์นั้น ได้มีการตั้งกรรมการทำการสอบสวนกรณีที่โจทก์ต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ผู้อำนวยการจึงมีคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์ฐานประพฤติตนไม่เหมาะสมและมีพฤติการณ์ส่งไปทางทุจริต อาศัยอำนาจหน้าที่หาผลประโยชน์ให้แก่ตนและผู้อื่นให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน กับเงินบำเหน็จตามระเบียบของโรงงานโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบข้อเท็จจริง ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งเห็นชอบจึงให้งดการพิจารณาคำร้องเรียนของโจทก์ โรงงานกระสอบป่านจึงมีคำสั่งที่ ๑๗๙/๒๕๑๙ ให้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ๑๑๒,๕๒๐ บาท เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ๒๑,๗๘๐ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งเลิกจ้างถึงที่สุดไม่มีการกระทำอันไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด คำสั่งเลิกจ้างได้เกิดขึ้นก่อนมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ โจทก์ไม่มีอำนาจคดีมาฟ้องศาลขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งผู้บังคับบัญชา โจทก์มีสิทธิได้รับเงินเดือนที่ค้างเป็นเงิน ๓๔,๔๘๕ บาท เงินบำเหน็จเป็นเงิน ๑๑๒,๕๓๐ บาท เงินชดเชยเป็นเงิน ๒๑,๗๘๐ บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๖๘,๗๙๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาล ศาลจึงไม่มีอำนาพิพากษาไปถึงประเด็นอื่นด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นการให้สิทธิหรือคุ้มครองลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่การใช้สิทธิดังกล่าวในทางศาลเกิดขึ้นในวันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับคือวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๒ คดีนี้จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๙ สิทธิหรือการได้รับความคุ้มครองย่อมมีอยู่ตามมาตรา ๔๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่ถูกเลิกจ้างอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่จะวินิจฉัยชี้ขาด แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะขอให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้าง มิได้ขอให้รับโจทก์เข้าทำงานต่อไปก็ตาม ก็อยู่ในความหมายของมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ เช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจนำข้อกล่าวหาดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและขอให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนั้นจึงชอบแล้ว โรงงานกระสอบป่านเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จำเลยเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปในกิจการของโรงงานกระสอบป่าน มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนประธานกรรมการอำนวยการ รองประธานกรรมการอำนวยการ กรรมการอำนวยการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งคณะหรือรายบุคคล คณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อจำเลย จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งต่างๆ แม้แต่การเลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งที่ ๑๗๙/๒๕๑๙ ก็เป็นไปตามความเห็นชอบของจำเลย จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยตั้งคณะกรรมการอำนวยการขึ้นก็เพื่อให้คณะกรรมการรับมอบหน้าที่ไปทำในนามของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับโจทก์ การที่ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่อาจนำข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและขอให้ยกเลิกคำสั่งมาฟ้องยังศาลแรงงานนั้น เป็นการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีตามสิทธิในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มิได้รวมไปถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินเดือนและเงินบำเหน็จซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ได้ตามมาตรา ๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยมีนิติสัมพันธ์อยู่กับโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ดังกล่าวแล้ว จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ฉบับแรกที่ ๒๑๒/๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๑๘ โจทก์จึงต้องหยุดทำงาน ไม่อาจทำงานต่อไปได้ ต่อมามีคำสั่งที่ ๑๗๙/๒๕๑๙ ยกเลิกคำสั่งที่ ๒๑๒/๒๕๑๘ โดยมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๙ ฉะนั้น ระหว่างจำเลยออกคำสั่งฉบับแรก ถึงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๙ โจทก์ยังไม่ถูกเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่านับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๙ โจทก์ยังไม่ได้รับเงินเดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเดือนที่ยังไม่ได้รับในระหว่างที่โจทก์ยังไม่ถูกเลิกจ้างจึงชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3063/2523 นายสถิตย์ ประมูลวงศ์ โจทก์ กระทรวงอุตสาหกรรมฯ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสถิตย์ ประมูลวงศ์ · ล. - กระทรวงอุตสาหกรรมฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย · ขจร หะวานนท์ · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 859/2527ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา