⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 145/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพ้นจากตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์พนักงาน ไม่ถือเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้อำนวยการมีอำนาจกระทำการแทนองค์การจำเลยฐานะระหว่างโจทก์จำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน โจทก์พ้นตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ถือเป็นการเลิกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชย เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์พนักงานตามข้อบังคับของจำเลยที่ให้ถือเป็นเงินชดเชย ก็ไม่ใช่เงินชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจำเลยยังต้องจ่ายแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินชดเชยแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการของจำเลย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 24,850บาท มีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลย และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ต่อมาโจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และได้รับบำเหน็จเป็นเงิน 400,000 บาทเศษ ตามข้อบังคับขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2522 ไปแล้วบำเหน็จนี้ตามข้อบังคับดังกล่าวให้ถือว่าเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานมีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้าง มิใช่ลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่โจทก์เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยนั้น แม้โจทก์จะมีฐานะเป็นนายจ้างตามคำนิยามของนายจ้างในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 ก็เป็นนายจ้างของพนักงานของจำเลยมิใช่เป็นนายจ้างของจำเลย สำหรับฐานะระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้าง โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยตามคำนิยามของลูกจ้างในประกาศข้อที่กล่าวข้างต้น จำเลยอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ต้องพ้นตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มิใช่เป็นการเลิกจ้างอันจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย เห็นว่าการที่โจทก์ต้องพ้นตำแหน่งดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างตามความหมายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 ซึ่งแก้ไขโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2521 ข้อ 2 อันผู้ถูกเลิกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชย จำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า บำเหน็จที่โจทก์ได้รับไปแล้วนั้นถือว่าเป็นค่าชดเชยตามข้อบังคับขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2522 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับค่าชดเชยแล้วจะเรียกค่าชดเชยอีกไม่ได้ เห็นว่าสิทธิที่จะได้บำเหน็จดังกล่าวมีหลักเกณฑ์แตกต่างกับสิทธิที่จะได้ค่าชดเชย โดยผู้ที่ตายหรือลาออกก็มีสิทธิได้รับบำเหน็จและผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ออกคือเลิกจ้างต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จ แต่สำหรับค่าชดเชยนั้น ผู้ที่ตายหรือลาออกไม่มีสิทธิได้รับ และผู้ที่ถูกเลิกจ้างมีเวลาทำงานติดต่อกันครบ 120 วันก็มีสิทธิได้รับบำเหน็จกับค่าชดเชยจึงไม่ใช่เงินประเภทเดียวกัน แม้ข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นจะให้ถือว่าบำเหน็จเป็นค่าชดเชยก็ไม่มีผล ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับค่าชดเชยแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2524 นายบุญชู เพียรพานิช โจทก์ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญชู เพียรพานิช · จำเลย - องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธาดา วัชรานันท์ · ขจร หะวานนท์ · วัฒน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2133/2531ฎีกา 529/2513ฎีกา 1254/2546ฎีกา 1394/2521ฎีกา 3553/2533ฎีกา 39/2533ฎีกา 5914/2548ฎีกา 153/2550ฎีกา 4763/2531ฎีกา 1604/2538ฎีกา 3363/2526ฎีกา 2155/2540ฎีกา 338/2518ฎีกา 766/2475ฎีกา 1039/2538ฎีกา 306-307/2505ฎีกา 1651/2511ฎีกา 1663-1664/2529ฎีกา 1546/2535ฎีกา 6807/2540ฎีกา 1010/2524ฎีกา 694/2521ฎีกา 1989/2522ฎีกา 9658/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา