คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลดโทษตามมาตรา 75 ต้องกระทำหลังจากกำหนดโทษฐานพยายามตามมาตรา 80 แล้ว และหากจำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้ตามมาตรา 212
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยโดยลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม หากแต่ได้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ก่อนแล้วจึงกำหนดโทษฐานพยายามตามมาตรา 80 เป็นการไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้ไขให้กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามตามมาตรา 80 ก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 75 ในเมื่อจำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอย่างอื่นอีกย่อมต้องถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลดโทษแก่จำเลยในเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 หนึ่งในสามด้วย เพราะเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มิอาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13, 62, 89, 106, 116 และขอริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13, 62, 89, 106 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยอายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ก่อนแล้วลงโทษจำเลยตามมาตรา 13 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 คงจำคุกจำเลย 2 ปี ตามมาตรา 62 มีกำหนด3 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 3 เดือน ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13, 89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยอายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 2 ปี และจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62, 106 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 3 เดือนรวมจำคุกจำเลย 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแยกแยะโดยละเอียดแล้วว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ก่อนแล้วจึงกำหนดโทษฐานพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง จึงพิพากษาแก้ไขให้กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ดังนั้นเมื่อรวมกำหนดโทษจำคุกจำเลยจึงเป็น2 ปี 3 เดือน อันเป็นการถูกต้องชอบแล้ว แต่เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอย่างอื่นอีก ก็ย่อมต้องถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลดโทษจำเลยในเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือนด้วย เพราะคดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยแต่ฝ่ายเดียวโจทก์มิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212
พิพากษายืน โดยถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลดโทษแก่จำเลยหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1617/2524
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์
นายสมชาย หรือบุญเสริม แซ่ติว หรือแซ่เจี้ย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นายสมชาย หรือบุญเสริม แซ่ติว หรือแซ่เจี้ย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสาท บุณยรังษี · ไพบูลย์ ไวกาสี · สง่า อัมพันแสง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา