คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นไม่ปรากฏในสำนวน
ย่อคำพิพากษา
ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่า ในศาลชั้นต้นเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นไม่ปรากฏในสำนวน ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาจึงไม่เกิดขึ้น ศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยให้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบด้วย มาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับมอบหมายจากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรีให้เป็นหัวหน้างานฝ่ายซื้อขายวัสดุการเกษตรมีหน้าที่จัดการขายวัสดุการเกษตรให้แก่สมาชิกของสหกรณ์ และรับชำระเงิน เมื่อรับเงินแล้วต้องออกใบเสร็จรับเงิน นำลงบัญชีและส่งมอบเงินให้แก่สหกรณ์การเกษตรฯ ทุกครั้งที่รับเงิน จำเลยได้รับเงินรวม ๒๖ รายการในนามของสหกรณ์การเกษตรดังกล่าวเป็นจำนวน ๑๑๖,๐๑๔ บาท แล้วบังอาจเบียดบังนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต ไม่นำลงบัญชีและส่งมอบแก่สหกรณ์การเกษตรฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๓, ๙๑ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๑๖,๐๑๔ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๒, ๓๕๓ ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ลงโทษจำคุกกระทงละ ๘ เดือน รวม ๒๖ กระทงเป็นจำคุก ๑๗ ปี ๔ เดือน รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๘ ปี ๘ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๑๖,๐๑๔ บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ได้มีการตกลงยินยอมให้จำเลยหักเงินสะสมเงินเดือนและบำเหน็จใช้หนี้ส่วนหนึ่งและบิดาจำเลยยินยอมชำระหนี้อีกส่วนหนึ่งแทนเป็นเงิน ๕๖,๗๘๐ บาท โดยชำระในงวดแรกเป็นเงิน ๓๐,๗๘๐ บาท คงค้างอยู่อีกเป็นเงิน ๒๖,๐๐๐ บาท จึงเป็นการตกลงยอมความกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙(๒) นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่าในศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นไม่ปรากฏในสำนวนปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาจึงไม่เกิดขึ้น ศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยให้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
ให้ยกฎีกาของจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2524
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี โจทก์
นายอุดม กลิ่นเกตุ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี · จำเลย - นายอุดม กลิ่นเกตุ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อำนวย อินทุภูติ · ปรีชา สุมาวงศ์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - ดำรง สายเชื้อ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา