คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2524
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นทรัพย์สิน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแทนเด็กต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน
2. หากไม่มีการฟ้องคดีอาญา สิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นจะระงับไปตามอายุความคดีอาญา
ย่อคำพิพากษา
สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของเด็กผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำสัญญาแทนเด็กจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(4)(เดิม) เมื่อบิดาโจทก์ทำสัญญาแทนโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคแรก บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้าไม่มีผู้ใดฟ้องคดีอาญา สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องนำอายุความฟ้องคดีอาญามาใช้บังคับ หากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี อายุความจึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เยาว์ จำเลยขับรถโดยประมาทชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยได้ทำหนังสือไว้กับบิดาโจทก์ว่าจะยอมชดใช้ค่าทำขวัญแก่โจทก์ 4,000 บาท และชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจนกว่าโจทก์จะหายเป็นปกติ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 30,393 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ขับรถโดยประมาท จำเลยได้ชำระค่าทำขวัญและค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์แล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน18,874 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทที่จำเลยขับรถยนต์ทับข้อเท้าโจทก์ โดยจำเลยยอมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ปัญหาเรื่องบิดาโจทก์จะมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่นั้นเห็นว่าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นนิติกรรมเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของเด็ก ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำสัญญาแทนเด็กจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546(4)(เดิม) เมื่อบิดาโจทก์ทำสัญญาแทนโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์
ปัญหาเรื่องอายุความนั้น จำเลยฎีกาว่าการละเมิดที่มีมูลอันเป็นความผิดทางอาญาและใช้อายุความทางอาญานั้น จะต้องปรากฏว่าความผิดทางอาญานั้นได้เกิดขึ้นจริงโดยการร้องทุกข์ ตลอดจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา แต่คดีนี้มิได้มีการร้องทุกข์และฟ้องร้องจำเลยในทางอาญาแต่อย่างใด จึงจะนำอายุความทางอาญามาใช้บังคับไม่ได้
ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคแรก บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วว่า ถ้าไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญาสิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญา จึงต้องนำอายุความฟ้องคดีอาญามาใช้บังคับ หากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี อายุความจึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ขับรถโดยประมาท
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2524
เด็กชายนรินทร์ ขุทะขะพันธ์ โจทก์
นายขจร ตันพานิช จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - เด็กชายนรินทร์ ขุทะขะพันธ์ · จำเลย - นายขจร ตันพานิช |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวัฒน์ รัตรสาร · จันทร์ ระรวยทรง · สุไพศาล วิบุลศิลป์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา