⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 717/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจพิจารณาขยายกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้นอกราชอาณาจักรยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ แม้จะเกินกำหนด 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว หากมีเหตุอันสมควร

ย่อคำพิพากษา

การที่เจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักรได้ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลามาพร้อมกับคำขอรับชำระหนี้ แม้จะเกินกำหนด 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาขยายกำหนดเวลาให้ได้ตาม มาตรา 91 ไม่ต้องยื่นก่อนครบ 2 เดือน ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ขอรับชำระหนี้ได้มีหนังสือติดต่อขอความเห็นจากเจ้าหนี้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้ดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้ และผู้รับมอบอำนาจหากจะพึงมีก่อนที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งเป็นการสมควร เหตุที่ล่าช้าไปบ้างเพราะการติดต่อกับเจ้าหนี้ซึ่งอยู่ต่างประเทศต้องใช้เวลานานกว่าปกติธรรมดา แต่ก็ยังอยู่ในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้ได้ ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็เชื่อว่า ลูกหนี้ได้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้รายนี้อยู่จริง จึงมีเหตุสมควรที่จะขยายกำหนดเวลาให้ได้ตามขอ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้รายที่ 8 โต้แย้งว่าเจ้าหนี้รายนี้ไม่ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดฯ ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้รายนี้เสีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อศาลแพ่งว่า เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้น ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้รายนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ยื่นคำขอไว้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้รายนี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศไลบีเรีย เคยมอบอำนาจให้นายวรธรรม ชีรานนท์ มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาลและดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งทางอาญา และทางคดีล้มละลายต่อบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2518 และนายวรธรรมได้ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวฟ้อง จำเลยเรียกค่าเช่าเรือต่อศาลแพ่ง เมื่อ พ.ศ. 2519 ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายนี้ ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 11533/2519 คดีถึงที่สุดต่อมาบริษัทเรือแพน - อิสลามิค จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2520 ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2521 และประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2521 ครบกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 17 ธันวาคม 2521 แต่เจ้าหนี้รายนี้โดยนายวรธรรมผู้รับมอบอำนาจได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522 ซึ่งเป็นการยื่นล่าช้ากว่ากำหนดไปประมาณหนึ่งเดือนโดยได้ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาพร้อมกับคำขอรับชำระหนี้ด้วย ปัญหาที่โต้เถียงกันมีว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอำนาจขยายกำหนดเวลาให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรได้นั้น เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาเสียก่อนครบกำหนดสองเดือนนับแต่วันประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช2483 มาตรา 91 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติว่าเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาก่อนครบกำหนดสองเดือนตามประกาศแต่อย่างใด หากแต่ให้อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือนหากได้ความว่าเจ้าหนี้นั้นอยู่นอกราชอาณาจักร กรณีเช่นนี้จะนำมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการขยายหรือย่นระยะเวลามาใช้บังคับหาได้ไม่ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะขยายหรือย่นระยะเวลาใดเมื่อเห็นสมควรภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 91 อันเป็นบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลาการขอรับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกินสองเดือน ฉะนั้นการที่เจ้าหนี้รายนี้ซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรได้ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลามาพร้อมกับคำขอรับชำระหนี้ แม้จะเกินกำหนดสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาขยายกำหนดเวลาให้ได้ตามมาตรา 91 ปัญหาต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถึงแม้หนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2518 จะมอบให้นายวรธรรมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับคดีล้มละลายได้ด้วยก็ตาม แต่นายวรธรรมก็เคยใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกเงินค่าเช่าเรือมาครั้งหนึ่งแล้วจนคดีถึงที่สุดก่อนที่จำเลยจะมาถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายการที่จะมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการขึ้นใหม่ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งสมควรจะสอบถามเจ้าหนี้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้และผู้รับมอบอำนาจหากจะพึงมี ฉะนั้นการที่นายวรธรรมได้มีหนังสือติดต่อขอความเห็นจากเจ้าหนี้ก่อนที่จะมายื่นคำขอรับชำระหนี้จึงเป็นการสมควร เหตุที่ได้ล่าช้าไปบ้างเพราะการติดต่อกับเจ้าหนี้ซึ่งอยู่ต่างประเทศต้องใช้เวลานานกว่าปกติธรรมดา แต่ก็ยังอยู่ในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้ได้นั่นเอง ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็เชื่อว่าลูกหนี้ได้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้รายนี้อยู่จริง จึงมีเหตุสมควรที่จะขยายกำหนดเวลาให้ได้ตามขอ" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2524 บริษัทเรือแพน - อิสลามิค จำกัด โจทก์ บริษัทไทยคอมเมอร์เชียลเนวีเกชั่น จำกัด จำเลย ผู้ขอรับชำระหนี้ จำเลย บริษัทเอเลียดมอนนารีไทม์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเรือแพน - อิสลามิค จำกัด · จำเลย - บริษัทไทยคอมเมอร์เชียลเนวีเกชั่น จำกัด · จำเลย - ผู้ขอรับชำระหนี้ · จำเลย - บริษัทเอเลียดมอนนารีไทม์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สังขนันท์ · สุวัฒน์ รัตรสาร · ธาดา วัชรานันท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1337/2503ฎีกา 4903/2548ฎีกา 7013/2543ฎีกา 523/2513ฎีกา 2785/2539ฎีกา 6468/2549ฎีกา 6322/2537ฎีกา 2238-2240/2548ฎีกา 3736/2531ฎีกา 958/2541ฎีกา 5289/2551ฎีกา 1968/2537ฎีกา 9930/2539ฎีกา 2883/2543ฎีกา 1340/2549ฎีกา 4955/2533ฎีกา 4979/2537ฎีกา 445/2553ฎีกา 10878/2554ฎีกา 4855/2539ฎีกา 5004/2540ฎีกา 819/2532ฎีกา 6569/2542ฎีกา 2112/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา