⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2491-2493/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2491-2493/2519

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันรังวัดสอบเขตผิดไปจากแนวเขตที่ดินและทางเกวียนเดิมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่โจทก์ที่ 1, 2 ซื้อจากโจทก์ที่ 3 และการรังวัดนั้นได้กระทำมาก่อนตั้งแต่ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ตามคำฟ้องและคำเบิกความพยานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอที่จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายและอาจถูกโจทก์ที่ 1, 2 ฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิ์ไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 1, 2 แพ้คดี ประกอบกับรูปคดีกรณีโจทก์ที่ 3 นี้ ถึงแม้จะไม่เป็นโจทก์ร่วมฟ้องด้วย โจทก์ที่ 1, 2 ก็ยังขอให้ศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมได้ โจทก์ที่ 3 จึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีแล้ว ควรรับฟ้องของโจทก์ที่ 3 ไว้พิจารณาต่อไป ฉะนั้น การที่ก่อนพ้นเวลา 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์ที่ 3 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นกลับสั่งว่าโจทก์ที่ 3 ไม่มีส่วนได้เสียในคดี จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์ที่ 3 และให้นัดสืบพยานโจทก์ไป ดังนี้ เป็นการตัดสิทธิ์บุคคลที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 3 สมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งคดีส่วนแพ่งและอาญา แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 3 ได้ถึงแก่กรรมจนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้น ในการที่จะกำหนดเวลาปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ว่าด้วยการเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 3 ผู้มรณะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑, ๒ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกับจำเลยอื่นทำการรังวัดสอบเขตผิดไปจากแนวเขตที่ดินและทางเกวียนเดิม แล้วเปลี่ยนแผนที่หลังโฉนดของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื้อที่ดินขาดหายไป ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗, ๑๖๑, ๘๓, ๘๔, ๘๖, ๙๑ และพิพากษาว่าที่ดินซึ่งจำเลยนำชี้ทับที่ดินโจทก์จำนวน ๗ ไร่ ตามฟ้องเป็นของโจทก์ เพิกถอนการรังวัดและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินของนางย้วง และทำให้ทางเกวียนอยู่ในแนวเดิม หากสุดวิสัยจะทำได้ ขอให้ร่วมกันใช้เงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีของโจทก์มีมูลทุกข้อห้า จึงสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยที่ ๑, ๒, ๓, ๕ ให้การปฏิเสธ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ศาลอนุญาต ต่อมาทนายโจทก์แถลงว่า โจทก์ที่ ๓ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งงดการดำเนินคดี เมื่อมีผู้รับมรดกความแล้วจึงให้ดำเนินการต่อไป เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๗ ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ทนายโจทก์ขอให้เลื่อนคดีไปจนครบ ๑ ปีนับแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๑๗ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ ๓ ถึงแก่ความตาย ทนายจำเลยยอมรับว่าโจทก์ที่ ๓ ตายจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เนิ่นช้ามาเป็นเวลา ๒ ปีเศษ โดยมิได้สืบพยานเลย เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องและคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑, ๒ ซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดจากโจทก์ที่ ๓ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยโจทก์ที่ ๓ ก็มิได้บอกแก่โจทก์ที่ ๑, ๒ ว่าเนื้อที่ดินซึ่งซื้อขายกันมีมากกว่าที่ปรากฏในโฉนด และได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ที่ ๓ จึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีที่โจทก์ที่ ๑, ๒ พิพาทกับจำเลย จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องโจทก์ที่ ๓ ในคดีนี้ โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ และให้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ โจทก์ที่ ๑, ๒ อุทธรณ์คำสั่ง ครั้นวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ได้เซ็นทราบนัดไว้แล้ว แต่โจทก์หรือทนายโจทก์ไม่มาศาล พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์เจตนาให้การดำเนินการพิจารณาล่าช้า ถึงแม้ว่าจะมีอุทธรณ์คำสั่งของศาลก็ตาม โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องมาศาลเพื่อสืบพยานโจทก์ต่อไปตามเดิม การที่โจทก์เพิกเฉย แสดงว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จำเลยแถลงขอสืบพยานจำเลย แต่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๘ โจทก์ที่ ๑, ๒ อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลสั่งเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๘ ว่า "ให้รับอุทธรณ์เฉพาะส่วนแพ่ง ส่วนคดีอาญาขาดอายุอุทธรณ์แล้ว สำเนาให้จำเลย แจ้งคำสั่งของศาลให้โจทก์ทราบโดยเร็ว" วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๑๘ โจทก์ที่ ๑, ๒ อุทธรณ์คำสั่งที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ คดีส่วนแพ่งให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ที่ ๑, ๒ ฎีกาว่า การพิจารณาพิพากษาไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งไปตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยที่ ๑, ๒, ๓ และ ๕ ฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อควรพิเคราะห์ก่อนว่า โจทก์ที่ ๓ มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยเรื่องอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ ๑, ๒ กล่าวฟ้องว่าจำเลยทำการรังวัดสอบเขตผิดไปจากแนวเขตที่ดินและทางเกวียนเดิมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ซื้อมาจากโจทก์ที่ ๓ เป็นเนื้อที่ ๗ ไร่ และการรังวัดนั้นได้กระทำกันมาก่อนตั้งแต่ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๓ ดังนี้ ตามคำฟ้องและคำเบิกความพยานโจทก์พอที่จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ ๓ ได้รับความเสียหายและอาจถูกโจทก์ที่ ๑, ๒ ฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิ์ไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑, ๒ แพ้คดี ประกอบกับรูปคดีกรณีโจทก์ที่ ๓ นี้ ถึงแม้จะไม่เป็นโจทก์ร่วมฟ้องด้วย โจทก์ที่ ๑, ๒ ก็ยังขอให้ศาลหมายเรียกเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์ที่ ๓ มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีแล้ว เห็นควรรับฟ้องโจทก์ที่ ๓ ไว้พิจารณาต่อไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์ที่ ๓ เสียนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากคดีนี้โจทก์ที่ ๓ ถึงแก่กรรม กฎหมายบัญญัติให้ทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ ๓ เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่๓ เพื่อให้โอกาสบุคคลดังกล่าวกฎหมายจึงบัญญัติเรื่องระยะเวลาไว้ให้ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่โจทก์ที่ ๓ ถึงแก่กรรม แต่เรื่องนี้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนโดยไม่รอระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นการตัดสิทธิ์ทายาทของโจทก์ที่ ๓ หรือผู้จัดการมรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ ๓ ไม่ชอบด้วยการพิจารณาความ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ทั้งคดีส่วนแพ่งและส่วนอาญา แต่เนื่องจากโจทก์ที่ ๓ ได้ถึงแก่กรรมจนถึงวันพิพากษานี้เกินกว่า ๑ ปีแล้ว จึงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการที่จะกำหนดเวลาปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ว่าด้วยการเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ ๓ ผู้มรณะ เมื่อรูปคดีฟังได้เช่นนี้ ปัญหาอื่นตามข้อฎีกาของคู่ความจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ที่ ๓ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้รวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2491 - 2493/2519 นายเมือง เจริญศรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นายสุพจน์ แย้มเอม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเมือง เจริญศรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน · ล. - นายสุพจน์ แย้มเอม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · สนับ คัมภีรยส · ภิญโญ ธีรนิติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายธวัชชัย พิทักษ์พล · ศาลอุทธรณ์ - นายพยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1010/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 6205/2541ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 1889/2511ฎีกา 7988/2551ฎีกา 605/2511ฎีกา 730/2486ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 861/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 863/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา