⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1071/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1071/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จะถือว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหาได้ไม่ และคำพิพากษาถึงที่สุดย่อมผูกพันคู่ความในคดีนั้น รวมถึงผู้รับพินัยกรรมซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะด้วย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาท ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลในคดีก่อน จะถือว่าจำเลยครอบครองโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหาได้ไม่ และเมื่อคดีก่อนนั้นถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ล. ผลของคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาสิทธิแห่งการครอบครองที่ดินพิพาทในระหว่างคดีก่อนมาใช้ยันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมและเข้าเป็นคู่ความแทน ล. ผู้มรณะได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริง จากพยานหลักฐานในคดี เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 เมื่อจำเลยต้องการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่ดินพิพาทนี้จำเลยทั้งสองเคยฟ้องโจทก์กับนายหลิ่ว ไกรวงศ์ หาว่ารบกวนและโต้แย้งสิทธิครอบครอง นายหลิ่วกับโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเล็ก ไกรวงศ์มารดาของคู่ความ และนางเล็ก ไกรวงศ์ได้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวนายหลิ่ว ไกรวงศ์และนางเล็ก ไกรวงศ์ ถึงแก่กรรมโจทก์คดีนี้ ขอเข้าเป็นคู่ความแทนนางเล็ก ไกรวงศ์และนายหลิ่ว ไกรวงศ์ศาลอนุญาต ในที่สุดคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ระหว่างมีชีวิตนางเล็ก ไกรวงศ์ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้แก่โจทก์แต่ผู้เดียว เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ โจทก์ได้ไปยื่นเรื่องราวขอรับมรดกของนางเล็ก ไกรวงศ์จำเลยทั้งสองคัดค้านเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองให้การว่าได้เคยยื่นฟ้อง นายหลิ่ว ไกรวงศ์ กับโจทก์เกี่ยวกับที่ดินรายพิพาท โดยมีนางเล็ก ไกรวงศ์ ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม และในคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาที่ดินพิพาทเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ แต่พินัยกรรมที่นางเล็กทำยกทรัพย์สินทั้งหมดให้โจทก์เป็นพินัยกรรมปลอม นางเล็กถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๙ จำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่เดิมตลอดมาจนบัดนี้ โจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปีนับแต่ถูกแย่งการครอบครอง และคดีโจทก์ขาดอายุความมรดก ต่อมาจำเลยทั้งสองแถลงยอมรับว่า พินัยกรรมตามฟ้องไม่ปลอมและประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลวินิจฉัยได้เอง คงติดใจสืบกันในประเด็นที่ว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาที่ว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องโจทก์และขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ในคดีก่อน ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่พิพาททั้งสองแปลงนี้เป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์หาใช่ของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่ และจำเลยทั้งสองในคดีนี้ก็ไม่ได้ครอบครองที่พิพาททั้งสองแปลง จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้สิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อนางเล็กเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินรายพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมจึงถูกตัดมิให้รับมรดกและไม่อยู่ในฐานะทายาทจึงอ้างอายุความ ๑ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ มาใช้ยันโจทก์ผู้รับพินัยกรรมไม่ได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านการขอรับมรดกที่ดินของโจทก์ยื่นคำขอรับมรดกไว้ ถ้าจำเลยไม่ไปถอนคำคัดค้านหรือไม่สามารถไปถอนคำคัดค้าน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินที่โจทก์ขอรับมรดก และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยจำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องนายหลิ่ว ไกรวงศ์กับโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นายหลิ่ว ไกรวงศ์กับโจทก์คดีนี้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ผู้เป็นมารดานางเล็ก ไกรวงศ์ได้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ ให้ยกฟ้องคดีที่จำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ นางเล็ก ไกรวงศ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๙ ในขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ก่อนถึงแก่กรรมนางเล็กไกรวงศ์ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้แก่โจทก์คดีนี้ โจทก์คดีนี้ขอเข้าเป็นคู่ความ แทนนางเล็ก ไกรวงศ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนโดยอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๒ หลังจากศาลฎีกาพิพากษาคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ยื่นขอรับมรดกของนางเล็ก ไกรวงศ์ ในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๒๓ และวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า "ในระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๘ - ๑๖๙/๒๕๑๙ การครอบครองที่พิพาททั้งสองแปลงของจำเลยทั้งสองในระหว่างที่เป็นความต่อสู้กันอยู่ จะถือว่าจำเลยครอบครองโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหาได้ไม่ เมื่อคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกาพิพากษาว่าที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว นางเล็ก ไกรวงศ์ ได้ถึงแก่กรรมลงก่อนถึงแก่กรรมได้ทำพินัยกรรมทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้เข้าเป็นคู่ความแทนนางเล็ก ไกรวงศ์ สืบต่อมาจนคดีถึงที่สุดการเข้ามาเป็นคู่ความแทนนางเล็ก ไกรวงศ์ของโจทก์ จึงเป็นการเข้ามาในฐานะที่โจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรมในทรัพย์ที่พิพาทนั้นด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางเล็ก ไกรวงศ์ ก็ต้องถือว่าที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมซึ่งได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนในคดีนั้นด้วย จำเลยทั้งสองไม่อาจเถียงได้ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่พิพาท จึงยกเอาสิทธิแห่งการครอบครองที่ดิน ในระหว่างคดีก่อนมาใช้ยันกับโจทก์ผู้ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนนางเล็ก ไกรวงศ์ ผู้มรณะไม่ได้" และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอีกข้อหนึ่งว่า "คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นว่าชอบที่จะให้สืบพยานของตนต่อไป ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ คดีปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๓ และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ เวลา ๙ นาฬิกา โดยจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้และระยะเวลาตั้งแต่วันศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยทั้งสองมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้แต่หากได้แย้งไว้ไม่ จำเลยทั้งสองถึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาขอให้มีการสืบพยานต่อไป" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1071/2525 นางสาวจ๋าย ไกรวงศ์ โจทก์ นายสา ไกรวงศ์ ที่ 1 นายสาย ไกรวงศ์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวจ๋าย ไกรวงศ์ · 1 - นายสา ไกรวงศ์ ที่ · จำเลย - นายสาย ไกรวงศ์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี · อำนวย อินทุภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายประเสริฐ โฉมงาม · ศาลอุทธรณ์ - นายกิติ บูรพรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 194/2543ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6868/2541ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1196/2513ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1733/2498ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4564/2543ฎีกา 801/2515ฎีกา 805/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา