⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1310/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2525

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.2, 48, 49 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การฟ้องคดีต่อศาลแรงงานต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อน เช่น การอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเงินทดแทนต่ออธิบดีกรมแรงงาน. * คำสั่งอุทธรณ์ของอธิบดีกรมแรงงานที่ยืนตามคำสั่งเดิม ไม่ได้ลบล้างคำสั่งเดิม และนายจ้างสามารถฟ้องขอให้เพิกถอนทั้งสองคำสั่งได้. * กรมแรงงานอาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ หากผู้แทนของกรมฯ ได้กระทำการแทน. * การประสบอันตรายระหว่างการเดินทางไปเข้าเวรสำรองฉุกเฉิน ไม่ถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน หากยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือลงมือทำงาน.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานว่าด้วย เงินทดแทน ได้กำหนดขั้นตอนการเรียกร้องและการสั่งการในเรื่องเงินทดแทนไว้แล้ว.โจทก์ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวเสียก่อน ไม่ชอบที่จะฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานเงินทดแทนทันทีโดยมิได้อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมแรงงานก่อน เพราะเป็นการขัดกับขั้นตอนในการที่จะนำคดีมาสู่ศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย คำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนของอธิบดีกรมแรงงานที่สั่งยืนตามคำสั่งของพนักงานเงินทดแทน ไม่ลบล้างคำสั่งของพนักงานเงินทดแทนที่ยังมีผลบังคับโจทก์ผู้เป็นนายจ้างอยู่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานเงินทดแทน และคำสั่งอุทธรณ์ของอธิบดีกรมแรงงานพร้อมกันได้ อธิบดีกรมแรงงานเป็นผู้แทนของกรมแรงงานอันเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับปัญหาแรงงาน โดยกระทำในนามของกรมแรงงานนั่นเอง กรมแรงงานย่อมอาจถูกฟ้องเป็นจำเลยในกรณีที่ผู้แทนกระทำการดังกล่าวแทนได้ ลูกจ้างโจทก์ได้รับอันตรายในขณะเดินทางไปเข้าเวรสำรองฉุกเฉินพนักงานขับรถของโจทก์ ณ ที่ทำการแขวงสารวัตรรถจักรธนบุรี ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ เพราะยังมิได้ปฏิบัติหน้าที่หรือลงมือทำงานให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.48 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.49 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.56 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.57 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะพนักงานเงินทดแทนได้ออกคำสั่งเงินทดแทนที่ ๓๙๓/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ สั่งให้โจทก์จ่ายเงินทดแทนให้แก่นายประพันธ์ ผะอบแก้ว ลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขับรถไฟ ประจำแขวงสารวัตรรถจักรธนบุรี เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ เวลา ๑๖.๕๐ นาฬิกา ขณะที่นายประพันธ์เดินทางจากบ้านพักที่นิคมรถไฟธนบุรีและข้ามทางรถไฟผ่านตู้รถสินค้าที่ตัดอยู่เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรสำรองฉุกเฉิน ณ ที่ทำการแขวงสารวัตรรถจักรธนบุรี เป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์กำลังเปลี่ยนตู้รถสินค้าดังกล่าว ตู้รถสินค้าได้เคลื่อนเข้ากระทบกัน นายประพันธ์จึงใช้มือขวาผลักรถทำให้ขอพ่วงหนีบนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยมือขวาของนายประพันธ์ขาดถึงโคนนิ้ว ต้องรับการรักษาพยาบาลและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๔ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเงินทดแทนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ ยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามมิชอบด้วยกฎหมายเพราะนายประพันธ์มิได้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้โจทก์และมิใช่เป็นการป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่โจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเงินทดแทนที่ ๓๙๓/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ และคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งเงินทดแทนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและมิให้มีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ ผู้มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนคืออธิบดีกรมแรงงาน และนายเจริญ ศิริพันธ์ รองอธิบดีกรมแรงงาน ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีเป็นผู้ออกคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๓ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอุทธรณ์เงินทดแทนหรือมีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๖๐ ได้กำหนดขั้นตอนของการอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเงินทดแทนไว้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานหรือไม่ก็ได้ หากไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งก็สามารถฟ้องต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ทันที ในกรณีที่ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่ออธิบดีและอธิบดีมีคำสั่งแล้วฝ่ายที่ไม่พอใจก็นำคดีมาสู่ศาล เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนของอธิบดีได้เช่นเดียวกัน แต่จะฟ้องพนักงานเงินทดแทนร่วมด้วยไม่ได้เพราะคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนของอธิบดีลบล้างคำสั่งของพนักงานเงินทดแทนไม่มีผลบังคับต่อไปอีก โจทก์จึงไม่มีมูลคดีที่จะฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้เช่นกัน และการที่นายประพันธ์ประสบอันตรายก็เนื่องจากการทำงานให้โจทก์หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้โจทก์ คำสั่งเงินทดแทนของพนักงานเงินทดแทนและคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามและการที่นายประพันธ์ประสบอันตรายมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการเข้าเวรสำรองฉุกเฉินและมิใช่เนื่องจากการทำงานให้โจทก์ พิพากษาเพิกถอนคำสั่งเงินทดแทนที่ ๓๙๓/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ และคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ ของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคสุดท้ายได้บัญญัติขั้นตอนในการที่จะนำคดีมาสู่ศาลแรงงาน ไว้ว่าในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว และกรณีเงินทดแทนนี้ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ได้กำหนดขั้นตอนการเรียกร้องและการสั่งไว้แล้ว โดยข้อ ๔๘ กำหนดว่าในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างแจ้งต่อพนักงานเงินทดแทนแห่งท้องที่ที่นายจ้างมีสำนักงานหรือหน่วยงานตั้งอยู่ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่นายจ้างทราบ และข้อ ๔๙ กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยยื่นข้อเรียกร้องเงินทดแทนจากนายจ้างต่อพนักงานเงินทดแทนที่นายจ้างมีสำนักงาน หรือหน่วยงานตั้งอยู่ตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยไม่ชักช้า เมื่อได้มีการดำเนินการดังกล่าวแล้ว ประกาศดังกล่าวข้อ ๕๖, ๕๗ กำหนดให้พนักงานเงินทดแทนดำเนินการสอบสวน และมีคำสั่งเกี่ยวกับเงินทดแทน และข้อ ๖๐ กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างหรือผู้ยื่นคำร้องเรียกร้องเงินทดแทนไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเงินทดแทน ให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่ออธิบดีกรมแรงงานได้ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่ออธิบดีพิจารณาอุทธรณ์และมีคำสั่งแล้ว ถ้าฝ่ายใดไม่เห็นชอบให้นำคดีไปสู่ศาลได้ดังนี้จึงเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลังจากจำเลยที่ ๑และที่ ๒ มีคำสั่งเงินทดแทนที่ ๓๙๓/๒๕๒๔ ทันทีดังอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ต้องดำเนินการอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมแรงงานก่อนเมื่อคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนของอธิบดีกรมแรงงานไม่เป็นที่พอใจโจทก์ โจทก์จึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ และเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีคำสั่งเงินทดแทนดังกล่าวแล้วย่อมมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายประพันธ์ และต่อมาอธิบดีกรมแรงงานมีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ ยืนตามคำสั่งของพนักงานเงินทดแทน คำสั่งของพนักงานเงินทดแทนจึงยังคงมีผลบังคับโจทก์อยู่โจทก์ซึ่งไม่เห็นชอบด้วย ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเงินทดแทนที่ ๓๙๓/๒๕๒๔ ของพนักงานเงินทดแทนพร้อมกับขอให้เพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนของจำเลยที่ ๓ ได้ ปัญหาที่จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่าการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งเงินทดแทนเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมแรงงานซึ่งเป็นบุคคลผู้สั่งอุทธรณ์โดยเฉพาะและเอกเทศ มิใช่กระทำในฐานะตัวแทนหรือในนามกรมแรงงาน จำเลยที่ ๓ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาเงินทดแทนและมิได้มีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ นั้น เห็นว่ากรมแรงงานเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับปัญหาแรงงานและการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยแรงงานโดยตรงกรมแรงงานในฐานะนิติบุคคลย่อมจะกระทำการดังกล่าวได้ก็โดยมีบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำแทนซึ่งได้แก่อธิบดีกรมแรงงาน ดังนี้แม้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานจะกำหนดให้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเงินทดแทนต่ออธิบดีกรมแรงงานก็เป็นที่เห็นได้ว่าอธิบดีกรมแรงงานกระทำในฐานะเป็นผู้แทนหรือในนามของกรมแรงงงานนั่นเอง ดังนี้ เมื่ออธิบดีกรมแรงงานได้มีคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนที่ ๖๗/๒๕๒๔ แล้วโจทก์ซึ่งไม่เห็นชอบด้วย ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวที่อธิบดีกรมแรงงานได้กระทำไปได้ ส่วนปัญหาที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า นายประพันธ์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้โจทก์ คำสั่งเงินทดแทนและคำสั่งอุทธรณ์เงินทดแทนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าวันที่นายประพันธ์ลูกจ้างของโจทก์ประสบอันตราย นายประพันธ์มีหน้าที่จะต้องเข้าเวรสำรองฉุกเฉินพนักงานขับรถของโจทก์ ณ ที่ทำการแขวงสารวัตรรถจักรธนบุรี ตั้งแต่เวลา ๑๖ นาฬิกาถึง ๒๔ นาฬิกา แต่ขณะเดินจากบ้านพักของตนที่นิคมรถไฟธนบุรีเพื่อไปเข้าเวรสำรองฉุกเฉิน ได้ข้ามทางรถไฟผ่านช่วงตู้รถสินค้าที่ตัดอยู่เผอิญเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์สับเปลี่ยนตู้รถสินค้า ตู้รถสินค้าได้เคลื่อนกระทบกันนายประพันธ์จึงใช้มือขวาผลักรถ เป็นเหตุให้ขอพ่วงหนีบนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยของมือขวาขาดถึงโคนนิ้ว ต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา ๓๒ วัน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนายประพันธ์ยังเดินทางไปไม่ถึงที่ทำงานแขวงสารวัตรรถจักรธนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรสำรองฉุกเฉิน ยังมิได้เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่หรือลงมือทำงานให้แก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่านายประพันธ์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2525 การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นางดวงมน บูรณฤกษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การรถไฟแห่งประเทศไทย · จำเลย - นางดวงมน บูรณฤกษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพศาล สว่างเนตร · ขจร หะวานนท์ · ดุสิต วราโห
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสนิท นิติธรรมาศ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 635/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา