คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทนำส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ถือเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าบุคคลในบัญชีเป็นผู้ถือหุ้นและมีสถานะตามที่บันทึกไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์เป็นประการอื่น
ย่อคำพิพากษา
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024 บัญญัติว่า ในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของบริษัทนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ ดังนั้น บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่กรรมการของบริษัทจำเลยนำส่งต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจึงเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง รับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยและค้างชำระค่าหุ้นอยู่ตามนั้นจริง เว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้เป็นประการอื่น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งว่าผู้ร้องเป็นหนี้ค่าหุ้นของบริษัทจำเลยเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทซึ่งไม่เป็นความจริง ผู้ร้องไม่เคยเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย แม้จะปรากฏชื่อผู้ร้องในทะเบียนผู้ถือหุ้นก็เป็นการกระทำของบริษัทจำเลยฝ่ายเดียวโดยผู้ร้องไม่ทราบและไม่เคยยินยอม ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของจำเลย
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่า ผู้ร้องมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยดังปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นแนบท้ายคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน และตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันประชุมสามัญครั้งที่ ๑/๒๕๐๙ ที่จำเลยส่งไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ผู้ร้องจึงต้องรับผิดในมูลค่าหุ้นที่ยังค้างชำระขอให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องชำระหนี้ค่าหุ้นที่ค้างชำระดังกล่าว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้จำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของบริษัทจำเลย
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามเอกสารหมาย จ.๑ เป็นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับท้ายที่กรรมการของบริษัททองสุทธิ จำกัด จำเลยนำส่งต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓๙ วรรคสอง ปรากฏว่าผู้ร้องถือหุ้นบริษัททองสุทธิ จำกัด จำเลยจำนวน ๓๐๐ หุ้น มูลค่าหุ้นละ ๑,๐๐๐ บาทชำระเงินแล้วหุ้นแล้ว ๕๐๐ บาท เลขหุ้นตั้งแต่ ๖๒๐๑ ถึง ๖๕๐๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒๔ บัญญัติความว่า ในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทให้สันนิษฐานไว้ก่อนบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของบริษัทนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ ดังนั้น บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่กรรมการของบริษัททองสุทธิ จำกัด จำเลยนำส่งต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครตามเอกสารหมาย จ.๑ จึงเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง รับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ร้องถือหุ้นบริษัททองสุทธิ จำกัด จำเลย และค้างชำระค่าหุ้นอยู่ตามนั้นจริง คดีเรื่องนี้ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจากบริษัทจำเลยไม่ได้เลย จึงต้องอาศัยหลักฐานจากนายทะเบียนซึ่งในเบื้องต้นต้องฟังว่าถูกต้องเว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้เป็นประการอื่น แต่ในการพิจารณาคดีเรื่องนี้ ผู้ร้องไม่สามารถนำสืบหักล้างพยานหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.๑ ได้ คดีจึงต้องรับฟังตามเอกสารดังกล่าวผู้ร้องถือหุ้นบริษัทจำเลยและค้างชำระค่าหุ้นอยู่เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องและบังคับให้ผู้ร้องชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระอยู่เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2525
บริษัทธนาคารไทยพัฒนา จำกัด โจทก์
บริษัททองสุทธิ จำกัด จำเลย
นายเดชา พิสิษฐเกษม ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทธนาคารไทยพัฒนา จำกัด · จำเลย - บริษัททองสุทธิ จำกัด · ผู้ร้อง - นายเดชา พิสิษฐเกษม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี · อำนวย อินทุภูติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายพนม พ่วงภิญโญ · ศาลอุทธรณ์ - นายสาระ เสาวมล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา