คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้เงินยืมที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้เมื่อใดก็ได้ และห้ามมิให้จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์ข้อตกลงเรื่องการผ่อนชำระหนี้ที่ขัดหรือแย้งกับเอกสารหลักฐานแห่งหนี้เงินยืมนั้น
ย่อคำพิพากษา
หนี้เงินยืมเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ เมื่อหนี้ดังกล่าวไม่ได้ระบุเวลาชำระหนี้ไว้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใดก็ได้ จำเลยจะขอนำพยานบุคคลมาสืบตามคำให้การว่า ได้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดและหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระหาได้ไม่ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข)
เมื่อจำเลยไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ในคำให้การ คดีของจำเลยย่อมไม่มีทางชนะ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยืมเงินโจทก์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระคืน จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินยืมดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัด
จำเลยให้การว่า จำเลยยืมเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ไปจริง แต่มีข้อตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระต่อมาโจทก์ตกลงให้นำเงินกู้รายนี้มาลงทุนร่วมกับจำเลยเพราะจำเลยจะจดทะเบียนเพิ่มทุน หนี้เงินกู้จึงระงับไปแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ไปจริงตามฟ้องและไม่ชำระคืน พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้เงินยืมตามฟ้องเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔(ข) ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่คู่ความขอสืบเพื่อประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก ดังนั้นเมื่อตามเอกสารหลักฐานการยืมเงินหมาย จ.๒ ที่จำเลยทำให้โจทก์ไว้ไม่ได้ระบุเวลาชำระหนี้ กรณีก็ต้องถือว่าหนี้เงินยืมตามเอกสารนี้เป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้รายนี้เมื่อใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ วรรคแรก การที่จำเลยให้การต่อสู้และจะขอนำพยานบุคคลมาสืบว่า ได้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ๆ และหนี้รายนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เป็นการขอนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสารหลักฐานการยืม หมาย จ.๒ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔(ข) จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ในคำให้การได้ คดีของจำเลยไม่มีทางชนะ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาต่อไป
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2525
นายผลิต มหจิตรสัตยา โจทก์
บริษัทน้ำตาลรีไฟน์ชัยมงคล จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายผลิต มหจิตรสัตยา · จำเลย - บริษัทน้ำตาลรีไฟน์ชัยมงคล จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปรีชา พานิชวงศ์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายอัมพร เดชศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายกิติ บูรพรรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา