⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2565/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แม้ภายหลังที่ดินถูกแบ่งแยกแล้วโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่น ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการสร้างโรงเรือนนั้น

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 และมาตรา 1312เป็นบทบัญญัติเรื่องที่ผู้สร้างมิได้รู้ว่า ที่ดินที่สร้างโรงเรือนหรือสร้างรุกล้ำนั้นเป็นที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต จะนำมาใช้ในกรณีจำเลยสร้างโรงเรือนในที่ดินขณะยังเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลยและบุคคลอื่นอยู่ หลังจากรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วปรากฏว่า เรือนจำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ไม่ได้ จำเลยต้องรื้อเรือนออกไป และไม่มีสิทธิฟ้องร้องว่ากล่าวเกี่ยวกับค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนของจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1310 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1312

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นอีกต่อไป แต่ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะฟ้องร้องว่ากล่าวโจทก์เกี่ยวกับค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์จำเลยกับผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 249 ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ร่วมกัน ต่อมาโจทก์จำเลยพิพาทกัน ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์กับผู้มีชื่อตามสัดส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิ โดยโจทก์กับพวกได้ทางทิศตะวันออก จำเลยได้ส่วนที่เหลือ ต่อมาโจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางไปรังวัดแบ่งแยกแล้วออกโฉนดใหม่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 25252 ซึ่งมีเรือนของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าวทั้งหลัง ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 มาปรับแก่คดีนี้เป็นการไม่ชอบ ต้องนำเอามาตรา 1312 มาปรับแก่คดีนี้จึงจะชอบนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าในขณะที่สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นก็ดี ขณะที่สร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นก็ดี ผู้สร้างมิได้รู้ว่าที่ดินที่สร้างโรงเรือนหรือสร้างรุกล้ำนั้นเป็นที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าขณะที่จำเลยสร้างโรงเรือนนั้น ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลยและบุคคลอื่นอยู่ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของทั้งสองมาตราดังกล่าวนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 มาปรับแก่คดีโดยวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนของจำเลย แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยนั้น จึงเป็นการมิชอบ อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วเรือนของจำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนไปแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอยู่ในที่ดินของโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไปและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องว่ากล่าวโจทก์เกี่ยวกับค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2525 นางจันทนา วรกุล โจทก์ นางคำเครือ ณ ลำปาง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจันทนา วรกุล · จำเลย - นางคำเครือ ณ ลำปาง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท บุณยรังษี · ไพบูลย์ ไวกาสี · ชูเชิด รักตะบุตร์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา