คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ถือเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีผลถึงจำเลยด้วย
ย่อคำพิพากษา
เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คงมีแต่ผู้ร้องสอดเท่านั้นที่ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดเมื่อศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด และจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยในเรื่องที่ดินพิพาทเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีผลถึงจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(1),247
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 หนึ่งแปลง จำเลยกับพวกเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากโจทก์ทำนาโดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2518 เป็นเงิน 2,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระให้โจทก์อีกเลยเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน คณะกรรมการควบคุมการเช่านามีมติให้การเช่านาสิ้นสุดลง ขอให้พิพากษาว่าการเช่านาระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง ให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเช่าแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ผู้ร้องสอดได้เข้ามาเป็นคู่ความโดยอ้างว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของผู้ร้องสอดโดยซื้อมาจากโจทก์เมื่อ 20 ปี จากนั้นได้ครอบครองตลอดมา จำเลยเช่าที่พิพาทจากผู้ร้องสอด
โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ก่อนจำเลยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ผู้ร้องสอดเคยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ทำไร่ ผู้ร้องสอดไม่ได้ซื้อที่พิพาทจากโจทก์ ทั้งไม่เคยครอบครองด้วย
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ขายที่พิพาทให้ผู้ร้องสอดเพียงแต่ให้ผู้ร้องสอดและจำเลยเช่า พิพากษาให้การเช่านาระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลง ให้จำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด
ผู้ร้องสอดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องสอดฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องสอดซื้อที่พิพาทจากโจทก์แล้วเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ผู้ร้องสอดจึงเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่พิพาทแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เนื่องจากที่พิพาทเป็นของผู้ร้องสอด และจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยในเรื่องที่พิพาทเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1), 247
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2525
นายแป๊ะ อาจขำ โจทก์
ผู้ร้องสอด โจทก์
นางกิมลี้ โตจวง โจทก์
นายสวย โตจวง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายแป๊ะ อาจขำ · โจทก์ - ผู้ร้องสอด · โจทก์ - นางกิมลี้ โตจวง · จำเลย - นายสวย โตจวง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจ ปัญญาดิลก · สุไพศาล วิบุลศิลป์ · ไพศาล สว่างเนตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา