คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2525
ป.อาญา ม.393 · ป.วิ.อาญา ม.221
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* คำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องระบุข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตามกฎหมาย
* การกล่าวหาว่าบุคคลเป็น "มารศาสนา" ต่อหน้าบุคคลนั้น ถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าตามกฎหมายอาญา
ย่อคำพิพากษา
ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาสั่งในคำร้องขอให้รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุผลสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้" คำสั่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าได้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะในคำสั่งมิได้แสดงว่ามีข้อความใดที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221
คำว่า "มารศาสนา" ตามความหมายในพจนานุกรม หมายถึงบุคคลผู้มีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ผู้อื่นทำบุญและกีดกันบุญกุศลที่จะมาถึงตน ซึ่งเป็นบุคคลประเภทที่ สาธารณชนย่อมรังเกียจที่จะคบหาสมาคมด้วย จำเลยพูดว่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าวต่อหน้าผู้เสียหาย จึงต้องมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบอธิบายความหมายอีก เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.221 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.393 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๒๓ เวลากลางวัน จำเลยได้ดูหมิ่นนายนิล ใจกว้าง ผู้เสียหาย ซึ่งหน้า โดยจำเลยพูดว่า "มารศาสนา" เหตุเกิดที่ตำบลเกาะหวาน อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษปรับ ๑,๐๐๐ บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาข้อเท็จจริง ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีคำสั่งในคำร้องที่จำเลยขอให้รับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุผลสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา จึงอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้" เห็นได้ว่าคำสั่งดังกล่าวมิได้มีข้อความใดที่แสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษานั้นได้อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่ได้
สำหรับข้อความว่า "มารศาสนา" ซึ่งจำเลยพูดว่าผู้เสียหาย จะเป็นถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามความหมายในพจนานุกรมสรุปรวมความแล้ว หมายถึงบุคคลผู้มีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ผู้อื่นทำบุญและกีดกันบุญกุศลที่จะมาถึงตน ซึ่งเป็นบุคคลประเภทที่สาธารณชนย่อมรังเกียจที่จะคบหาสมาคมด้วย เมื่อจำเลยพูดว่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าว ต่อหน้าผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ตำรวจพยานโจทก์ ย่อมทำให้ผู้เสียหายถูกดูถูกเหยียดหยามทำให้ได้รับความอับอายจำเลยย่อมมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และคำว่า "มารศาสนา" เป็นถ้อยคำภาษาไทยที่สามัญชนฟังแล้วย่อมเข้าใจได้ในตัวเองว่ามีความหมายดังกล่าวข้างต้น มิใช่ถ้อยคำพิเศษที่สามัญชนฟังแล้วไม่เข้าใจ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำสืบอธิบายความหมายอีก และไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำติชมตามปกติวิสัยหรือเป็นคำพูดประชดประชันแดกดันดังที่จำเลยฎีกา
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2525
พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก โจทก์
นายธงชัย เจริญพร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก · จำเลย - นายธงชัย เจริญพร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปรีชา พานิชวงศ์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครนายก - นายวิเชียร มงคล · ศาลอุทธรณ์ - นายเสวก จันทร์ผ่อง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา