⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3237/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสีย.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยมีอาชีพขับรถรับจ้างได้ร่วมมากับคนร้ายตั้งแต่ตอนกลางวันคนร้ายขับรถของจำเลยไปรับพวกอีกหลายคน แล้วพากันมายังบ้านผู้เสียหายในตอนเย็น คนร้ายสั่งให้จำเลยกลับรถเตรียมรอไว้ เมื่อคนในบ้านผู้เสียหายวิ่งหนีออกไปแจ้งกำนันแล้ว จำเลยจึงขับรถออกมา ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยร่วมกับคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้เสียหายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ รถยนต์ของกลางใช้เป็นพาหนะมายังบ้านผู้เสียหายและเพื่อจะใช้หลบหนีให้พ้นจากการจับกุมจึงต้องริบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุก 16 ปี ริบรถยนต์และซองใส่อาวุธปืน2 ซอง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา จำเลยฎีกาขอให้คืนรถยนต์แก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงได้ความจากการนำสืบของจำเลยเองว่า จำเลยได้ร่วมมากับนายอุดมและนายเล็กคนร้ายตั้งแต่ตอนกลางวันที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช แล้วพากันมายังอำเภอทุ่งสง นายอุดมขับรถไปรับพวกเพิ่มรวมเป็น 7 คนจากในนิคมที่อำเภอทุ่งสง แล้วจึงพากันมายังบ้านผู้เสียหาย นายอุดมและพวกเข้าไปปล้นทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย โดยนายอุดมสั่งให้จำเลยกลับรถเตรียมรอไว้ แต่จำเลยมิได้รอจนนายอุดมและพวกปล้นทรัพย์เสร็จ กลับขับรถออกมาเสียก่อน และถูกนายพิชิตกำนันและพวกจับไว้ได้ปัญหาวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้ร่วมกับนายอุดมและพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่รู้มาก่อนว่านายอุดมและพวกจะมาปล้นผู้เสียหายข้อแก้ตัวของจำเลยดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมเหตุผล กล่าวคือถ้าหากจำเลยมิได้ร่วมรู้กับนายอุดมและพวกแล้ว เมื่อนายอุดมและพวกลงจากรถเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย จำเลยก็มีโอกาสที่จะขับรถหนีไปก่อนที่นายจุ้นเตี๊ยกจะวิ่งหนีออกมาจากบ้านผู้เสียหายด้วยซ้ำไป ระยะทางจากบ้านผู้เสียหายและบ้านนายพิชิตกำนันอยู่ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร นายจุ้นเตี๊ยกวิ่งมาถึงบ้านนายพิชิตกำนันและแจ้งความเสร็จ จำเลยก็ขับรถผ่านบ้านนายพิชิตกำนัน แสดงว่าจำเลยยังรีรออยู่นานจึงได้ตัดสินใจขับรถหนีนายอุดมและพวก เมื่อนายพิชิตสอบถามครั้งแรกจำเลยก็รับว่าเมื่อนายอุดมและพวกลงจากรถ นายอุดมก็บอกจะเข้าไปในปล้นให้จำเลยเตรียมรถรอจำเลยก็ปฏิบัติตาม จนกระทั่งเห็นนายจุ้นเตี๊ยกวิ่งออกมาจากบ้านผู้เสียหาย จึงได้ขับรถหนี ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ยังคงให้การเช่นเดิมว่าที่ขับรถหนีเพราะเห็นเจ้าของบ้านวิ่งหนีออกไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ฉะนั้น แม้จำเลยจะมิได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายกับนายอุดมและพวก ก็ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายอุดมและพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอคืนรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงถือได้ว่าจำเลยร่วมกับนายอุดมและพวกทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะมายังบ้านผู้เสียหาย และเพื่อจะใช้หลบหนีให้พ้นจากการจับกุม ศาลจึงมีอำนาจริบรถยนต์ของกลางได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2525 อัยการตรัง โจทก์ นายไพรินทร์ กาญจนศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการตรัง · จำเลย - นายไพรินทร์ กาญจนศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · ไพบูลย์ ไวกาสี · ประสาท บุณยรังษี
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1554/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1979/2521ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1386/2521ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 47/2538ฎีกา 8534/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา