คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานได้รับเงินค่าบริการจากประชาชนด้วยความสมัครใจในการดำเนินการตามหน้าที่ แม้เงินนั้นจะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน แต่หากไม่ใช่เงินของทางราชการหรือของรัฐที่เจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาโดยตรง การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับจดและต่อทะเบียนยานพาหนะเก็บรักษาเงินค่าภาษียานพาหนะและค่าแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ ได้รับเงินที่ผู้มาต่อทะเบียนมอบให้ด้วยความสมัครใจเป็นค่าบริการ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพราะเงินดังกล่าวใช้เป็นทรัพย์ที่จำเลยมีหน้าที่ซื้อ ทำจัดการหรือรักษา ทั้งไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการหรือของรัฐบาลด้วย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 154 และ 157 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 147 ข้อหาอื่นให้ยกเสียโจทก์มิได้อุทธรณ์ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงยุติแล้วโจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามมาตรา 157 อีกไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับจดและต่อทะเบียนยานพาหนะ เก็บรักษาเงินค่าภาษียานพาหนะและค่าแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนแล้วนำเข้าเป็นรายได้ของกรมตำรวจ จำเลยได้รับจดต่อทะเบียนภาษีรถจักรยานยนต์ ๓ คัน เป็นเงินค่าภาษีคนละ ๑๐๐ บาท ค่าแผ่นป้ายเลขหมายทะเบียนคันละ ๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕๐ บาท แต่จำเลยโดยทุจริตได้เรียกเก็บเงินรวม ๕๒๕ บาท จากนายบรรเทา ผู้มาต่อทะเบียนซึ่งเกินไป ๗๕ บาทจำเลยไม่ออกใบเสร็จรับเงินค่าภาษีและค่าแผ่นป้าย แล้วจำเลยเบียดบังเอาเงิน ๕๒๕ บาทนั้นไว้โดยทุจริต ทำให้แผนกยานพาหนะกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์และนายบรรเทาได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๕๔ และ ๑๕๗
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗ ให้จำคุกจำเลย ข้อหาอื่นให้ยกเสีย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าเงินค่าภาษีและค่าแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนรวม ๔๕๐ บาท จำเลยได้ออกใบเสร็จรับเงินและส่งให้แผนกทะเบียนภาษียานพาหนะถูกต้องแล้ว ส่วนเงินจำนวน ๗๕ บาทที่เกินไปนั้น เป็นเงินของนายบรรเทามอบให้จำเลยด้วยความสมัครใจเป็นค่าบริการ หาใช่เป็นทรัพย์ที่จำเลยผู้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาแต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการหรือของรัฐบาลด้วย การที่จำเลยรับเอาเงินจำนวน ๗๕ บาทนี้ไว้จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗
ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า แม้การเรียกเก็บเงิน ๗๕ บาทที่เกินไปจะไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายบรรเทา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๕๔ และมาตรา ๑๕๗ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๑๔๗ ข้อหาอื่นให้ยกเสีย โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จึงยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จะยกขึ้นฎีกาอีกหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2525
พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์
จ่าสิบตำรวจทอง จันทร์ฟู จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ · จำเลย - จ่าสิบตำรวจทอง จันทร์ฟู |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุชาติ จิวะชาติ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · วีระ ทรัพยไพศาล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุตรดิษถ์ - นายไพโรจน์ คำอ่อน · ศาลอุทธรณ์ - นายถวิล ทองสว่างรัตน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา