คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยึดหน่วงเงินประกันการซ่อมแซมชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ จะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ซ่อมได้ดำเนินการซ่อมแซมและติดตั้งให้แล้วเสร็จ ผู้รับประกันจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินนั้นต่อไป
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินที่โจทก์วางไว้เป็นประกันจนกว่าโจทก์จะซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องให้จำเลยใหม่ คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์กล่าวว่า ถ้ามีการพิจารณาคดีใหม่โจทก์มีทางชนะคดี เนื่องจากเงินที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยนั้น เป็นเงินประกันในการที่โจทก์นำชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์กลับไปซ่อม เมื่อโจทก์ซ่อมและนำมาติดตั้งให้จำเลยใหม่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินคืน จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินจำนวนนี้ พอสรุปได้ว่ากล่าวถึงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องเป็นการครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1672/2512)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อเครื่องมือสเปคโตโฟมิเตอร์ และรับเครื่องมือดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาจำเลยแจ้งต่อโจทก์ว่าเครื่องมือดังกล่าวทำงานบกพร่องขอให้โจทก์จัดการซ่อมโจทก์จึงรับเครื่องมือดังกล่าวในส่วนที่บกพร่องไปซ่อมโจทก์ได้วางเงินค้ำประกันไว้ด้วย ต่อมาโจทก์ส่งมอบเครื่องมือที่นำไปซ่อมและติดตั้งให้จำเลยเรียบร้อยและขอรับเงินค้ำประกันคืน จำเลยไม่ยอมคืนให้ขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์รับเครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์กลับไปซ่อมแซมโดยมีเงื่อนไขให้โจทก์วางเงินไว้เป็นประกัน ต่อมาเมื่อโจทก์จัดการซ่อมแซมเครื่องมือดังกล่าวแล้วได้นำมาคืนให้จำเลย ปรากฏว่ายังใช้การไม่ได้จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงเงินจำนวนนี้
ศาลชั้นต้นกำหนดหน้าที่ให้จำเลยนำสืบก่อน ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยโจทก์ขาดนัดพิจารณา จำเลยขอให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลจึงสืบพยานจำเลยไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดพิจารณา
จำเลยคัดค้าน
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์มิได้ยกข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินที่โจทก์วางไว้เป็นประกันจนกว่าโจทก์จะซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องให้จำเลยใหม่ และพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์ยื่นคำร้องมีข้อความตอนหนึ่งว่า ถ้ามีการพิจารณาคดีใหม่โจทก์มีทางชนะคดี เนื่องจากเงินที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยนั้น เป็นเงินประกันในการที่โจทก์นำชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์กลับไปซ่อม เมื่อโจทก์ซ่อมและนำมาติดตั้งให้จำเลยใหม่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินคืน จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินจำนวนนี้ไว้
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำร้องของโจทก์ดังกล่าวสรุปได้ว่าคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินของโจทก์ไว้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย และข้อความที่ว่าหากมีการพิจารณาคดีใหม่แล้วโจทก์มีทางชนะคดีหมายความว่าศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว กล่าวคือที่ศาลพิพากษาไปแล้วนั้นพิพากษาให้โจทก์แพ้ ถ้ามีการพิจารณาคดีใหม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชนะคำร้องของโจทก์จึงถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐๘ และตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๒/๒๕๑๒ ระหว่างนายจรินทร์ผ่องสวัสดิ์ โจทก์ นายอดุลย์ ซาลวาลา จำเลยคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2525
บริษัทยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์
กองบัญชาการทหารสูงสุด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด · จำเลย - กองบัญชาการทหารสูงสุด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นิยม ติวุตานนท์ · สุวัฒน์ รัตรสาร · ดุสิต วราโห |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสง่า ผลฉาย · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ นิมิตกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา