⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3699-3700/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3699-3700/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่เจตนาว่าที่ดินนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนฯ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ. เมื่อศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวได้.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การกระทำ ของจำเลยจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิด จำเลยไม่มีความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 คำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งจำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองนั้น เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรานี้แล้วศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.1 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษารวมกัน เรียกนางแม๊ะสาฮ่อบุตร จำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ ๑ และเรียกนายเจริญ อาจพัฒน์ จำเลยสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ ๒ ทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าคลองจิหลาด อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยที่ ๑ ครอบครอง ๑๖ ไร่ จำเลยที่ ๒ ครอบครอง ๗ ไร่ ๓ งาน ๗๑ ตารางวา โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑, ๑๔, ๓๑ และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้นทั้งสองสำนวน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาและวินิจฉัยต่อไปว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลสั่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น คำขอของโจทก์ส่วนนี้เป็นวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคท้ายที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กระทำความผิดตามมาตรานี้แล้ว ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งตามที่โจทก์ขอได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3699 - 3700/2525 อัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นางแม๊ะสา ฮ่อบุตร จำเลย พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายเจริญ อาจพัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดกระบี่ · จำเลย - นางแม๊ะสา ฮ่อบุตร · โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ · จำเลย - นายเจริญ อาจพัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสมา รัตนมาลัย · สุนทร วรรณแสง · ศักดิ์ สนองชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นางสาวทัศนีย์ มณีภัณฑ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเรืองยุทธ สมุทรกลิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3646/2565ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 5363/2536ฎีกา 8534/2544ฎีกา 1958/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา