⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 427/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรเป็นผู้ร้องขอเท่านั้น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจไม่มีอำนาจดำเนินคดีดังกล่าวได้โดยไม่มีคำขอจากเจ้าพนักงานประมวลรัษฎากร

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรได้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรซึ่งมีเฉพาะแต่ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมสรรพากร ร้องขอเท่านั้น หาได้มีข้อยกเว้นให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับในกรณีความผิดซึ่งหน้าแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้เป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร มิได้มีคำขอให้ดำเนินคดีแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีการสอบสวนที่ได้กระทำไป จึงไม่ชอบพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2525)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลรัษฎากร ม.5 ประมวลรัษฎากร ม.140

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันจัดให้มีมหรสพฉายภาพยนตร์ขึ้นที่โรงภาพยนตร์ของจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยได้ร่วมกันจำหน่ายตั๋วให้แก่ผู้ดูภาพยนตร์โดยในตั๋วดังกล่าวไม่ลงวันเดือนปีและกำหนดรอบที่ฉายภาพยนตร์ ไม่ลงเลขที่นั่ง ไม่ได้จัดทำผังที่นั่ง ไม่ทำการฉีกตั๋วในขณะที่รับตั๋วจากผู้ดู ไม่ยอมส่งมอบส่วนของตั๋วที่กำหนดให้มีเลขที่นั่งให้แก่ผู้ดู กับไม่มีภาชนะที่มีฝาปิดตั้งไว้ ณ ที่เปิดเผยหรือใกล้ทางเข้าดู เพื่อแยกเก็บตั๋วอีกส่วนหนึ่งไว้ ทั้งนี้เพื่อนำตั๋วดังกล่าวไปเวียนขายให้แก่ผู้ดูอีก โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงและพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ขอให้ลงโทษตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๓๗,๑๓๐ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และขอให้ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ และต่อสู้ว่าการจับกุม การสอบสวน และการดำเนินคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้มีคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๘ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ฯลฯ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๒๐ ข้อ ๒ เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรได้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรร้องขอเท่านั้นพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรมิได้ร้องขอการสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจกระทำไปโดยลำพังจึงมิชอบ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๘ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เป็นการห้ามเจ้าพนักงานตำรวจมิให้ดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอย่างเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร ซึ่งประมวลรัษฎากรให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานทำการตรวจสอบไต่สวนบุคคลที่มีเหตุเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีอากรเท่านั้น ส่วนอำนาจหน้าที่ที่เจ้าพนักงานตำรวจมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอย่างไรก็คงมีอยู่เช่นนั้นมิได้ถูกห้าม โดยเฉพาะเมื่อมีการกระทำผิดซึ่งมีโทษทางอาญาไม่ว่าการกระทำนั้นกฎหมายใดจะบัญญัติเป็นความผิด ถ้าเป็นความผิดซึ่งหน้าแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจทำการจับกุมสอบสวนดำเนินคดีได้ แต่จะเข้าไปทำการสืบสวนเพื่อดำเนินคดีเองไม่ได้เท่านั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า การจับกุมและการสอบสวนดำเนินคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๘ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ข้อ ๒ บัญญัติว่า "นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เว้นแต่การดำเนินคดีอาญาตามคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร" ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า คำว่า "ดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากร" มีความหมายถึงการดำเนินการในคดีอาญาที่เป็นความผิดตามประมวลรัษฎากรรวมอยู่ด้วย ไม่ได้หมายเฉพาะการดำเนินการอย่างเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น ทั้งนี้เพราะอำนาจในการตรวจสอบการชำระภาษีอากรของเจ้าพนักงานตำรวจก็ต้องอาศัยอำนาจในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญานั่นเอง หาได้มีกฎหมายให้อำนาจไว้เป็นพิเศษดังเช่นเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรไม่ ทั้งข้อความตอนต่อไปที่ว่า "เว้นแต่การดำเนินคดีอาญาตามคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร" ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า มีข้อยกเว้นให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลรัษฎากรได้อยู่กรณีเดียวคือ เมื่อมีคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น หาได้มีข้อยกเว้นในกรณีความผิดซึ่งหน้าไว้แต่อย่างใดไม่ และตามมาตรา ๕ แห่งประมวลรัษฎากรก็บัญญัติไว้ว่า "ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร" และการที่มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วยก็เพื่อให้ได้ผลในการจัดเก็บภาษีอากรนั่นเอง หาใช่เป็นกรณีที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยตรงไม่ ดังนี้ จึงเห็นเจตนารมณ์ของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้ว่า ไม่ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดตามประมวลรัษฎากรโดยลำพัง หากแต่ประสงค์ให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้เป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะดำเนินคดีอาญากับผู้ใดหรือไม่ ทั้งนี้แล้วแต่ความจำเป็นในการจัดเก็บภาษีอากรเป็นราย ๆ ไป และเพื่อขจัดภาระของพ่อค้าประชาชนที่จะต้องชี้แจงแสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ดังคำปรารภในตนต้นแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้นั่นเอง โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับอากรมหรสพ ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๔๐ วรรคแรกบัญญัติว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพได้เท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้...." และวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคก่อน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานที่มหรสพเพื่อตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยได้เท่าที่จำเป็น" คำว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่" มาตรา ๑๓๐ ให้นิยามไว้ว่า หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งปรากฏตามประกาศกระทรวงการคลังฯ ว่า มีเฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมสรรพากรเท่านั้น หาได้แต่งตั้งเจ้าพนักงานตำรวจไว้ด้วยไม่ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าแม้จะยังไม่มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ออกมา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่มีอยู่เดิมก็ไม่ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับอากรมหรสพอยู่แล้ว ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรมิได้มีคำขอให้ดำเนินคดีเรื่องนี้แต่อย่างใดแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดี การสอบสวนที่ได้กระทำไปนั้นจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2525 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัตนศิริภาพยนตร์ ฯ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัตนศิริภาพยนตร์ ฯ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สังขนันท์ · ทวี กสิยพงศ์ · ธาดา วัชรานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายประสาน มีลาภ · ศาลอุทธรณ์ - นายอภินย์ ปุษปาคม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 644/2464ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 5790/2541ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา