⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 43/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การบรรยายฟ้องโดยแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างชัดเจน ถือว่าไม่เคลือบคลุม แม้รายละเอียดบางประการจะยังไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม 2. การที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวเป็นปกติและเคยประสบมาโดยไม่เกิดเหตุร้าย แสดงว่าหากใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เหตุการณ์นั้นไม่ควรจะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้สินค้าในรถของโจทก์ทั้งสองคันเสียหาย คือปลาสด 7,370 กิโลกรัมเศษ กุ้งสด 5,638 กิโลกรัม เศษ ปูสด 35 กิโลกรัม ไข่สด 1,195 กิโลกรัม กับอีก 5,000 ฟอง และน้ำแข็ง 93 ลัง เสียหายทั้งหมดคิดเป็นเงินรวม372,909 บาท โจทก์รับจ้างขนสินค้าดังกล่าวจึงต้องชดใช้ราคาสินค้าทั้งหมดและโจทก์ได้ชดใช้เงินค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าของสินค้าครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลย ดังนี้ เป็นการแสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว หาจำต้องบรรยายว่าทรัพย์สินที่เสียหายเป็นของผู้ใดจำนวนเท่าใดไม่ เพราะเป็นรายละเอียดอันจะนำสืบกันในชั้นพิจารณาได้ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่เกิดเหตุมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวเป็นปกติซึ่งจำเลยที่ 2 และนายท้ายเรือคนอื่น ๆ เคยประสบมาเป็นประจำอยู่แล้วโดยไม่เกิดเหตุร้าย แสดงว่าในการขับเรือแพขนานยนต์เข้าจอดเทียบท่าแม้กระแสน้ำจะไหลเชี่ยว ถ้าจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอย่างเช่นเคย เรือแพขนานยนต์ก็ไม่เอียง และรถจะไม่ไหลตกทะเล เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดแต่จำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการขับเรือแพขนานยนต์เข้าจอดเทียบท่า หาใช่เกิดแต่เหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ ๑จำเลยที่ ๒ ภายใต้การสั่งการของจำเลยที่ ๓ ในฐานะเป็นตัวแทนและลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ ได้กระทำโดยประมาท โดยจำเลยที่ ๒ ขับขี่ควบคุมแพขนานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ของจำเลยที่ ๑ รับขนส่งรถยนต์รวมทั้งสินค้าและคนโดยสารข้ามทะเลสาบสงขลา จำเลยที่ ๓ เป็นผู้บังคับบัญชารู้ว่าขณะนั้นกระแสน้ำกำลังไหลแรง แพขนานยนต์อาจล่มได้โดยง่าย จำเลยที่ ๒ ยังอนุญาตให้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ซึ่งบรรทุกสินค้าเต็มถึง ๖ คันลงบรรทุกในแพพร้อมกัน แพจึงเพียบน้ำ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช้ความระมัดระวังเพียงพอในการนำแพขนานยนต์เข้าเทียบท่า แพจึงชนท่าเทียบแพอย่างแรง เป็นเหตุให้แพเอียงจมน้ำไปด้านหนึ่ง รถบรรทุกบนแพตกลงทะเล ๓ คัน อีก ๓ คันพลิกคว่ำ รถของโจทก์จมหายไปในทะเล ๑ คัน พลิกคว่ำบนแพ ๑ คัน สินค้าในรถโจทก์ทั้งสองคันจมน้ำไปหมดทำให้เสียหายคือ ปลาสด ๗,๓๗๐ กิโลกรัมเศษ กุ้งสด ๕,๖๓๘ กิโลกรัมเศษปูสด ๓๕ กิโลกรัม ไข่สด ๑,๑๙๕ กิโลกรัมเศษ กับอีก ๕,๐๐๐ ฟอง และน้ำแข็ง ๙๓ ลัง เป็นเงินรวม ๓๗๒,๙๐๙ บาท โจทก์รับจ้างขนส่งสินค้าดังกล่าว ได้ชดใช้เงินค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าของสินค้าจนครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้โจทก์ยังขาดรายได้จากค่าขนส่งเป็นเงิน ๙,๕๐๐ บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๐๖,๓๐๙.๓๖ บาท จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกันใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป จำเลยที่ ๓ ไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๓๗๒,๙๐๙ บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าทรัพย์สินที่เสียหายเป็นของผู้ใด แต่ละอย่างราคาเท่าใด และโจทก์ได้ใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของทรัพย์สินจำนวนเท่าใดอันเป็นสารสำคัญที่โจทก์ต้องแสดงโดยละเอียด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าสินค้าในรถโจทก์ทั้งสองคันที่เสียหาย คือปลาสด ๗,๓๗๐ กิโลกรัมเศษ กุ้งสด ๕,๖๓๔ กิโลกรัมเศษ ปูสด ๓๕ กิโลกรัม ไข่สด ๑,๑๙๕ กิโลกรัมเศษ กับอีก ๕,๐๐๐ ฟอง และน้ำแข็ง ๙๓ ลัง เสียหายทั้งหมดคิดเป็นเงินรวม ๓๗๒,๙๐๙ บาท โจทก์รับจ้างขนส่งสินค้าดังกล่าวจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปส่งที่จังหวัดสงขลา จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาสินค้าทั้งหมดดังกล่าว และโจทก์ได้ชดใช้เงินค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าของสินค้าครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว หาจำต้องบรรยายว่าทรัพย์สินที่เสียหายเป็นของผู้ใด แต่ละอย่างราคาเท่าใด โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของทรัพย์ผู้ใด จำนวนเท่าใดไม่ เพราะเป็นรายละเอียดอันจะต้องนำสืบกันในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาในข้อต่อไปว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบฟังได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ ๒ จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีได้ความตามคำเบิกความของนายวิชัย พยานจำเลยซึ่งเป็นกลาสีเรือแพขนานยนต์ลำเกิดเหตุว่า ก่อนเกิดเหตุก็เคยมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว นายเกลื่อน นายท้ายเรือลำเกิดเหตุก็เอาเรือเข้าจอดเทียบท่าทีเดียวได้ นายเกลื่อนกับจำเลยที่ ๒ ขับเรือชำนาญพอ ๆ กัน และจำเลยที่ ๒ เองก็เบิกความว่าจำเลยที่ ๒ ประจำอยู่ที่เรือลำเกิดเหตุมา ๔ ปีแล้ว เคยทำหน้าที่นายท้ายเรือตลอดมา เคยบรรทุกน้ำหนักมาก ๆ อย่างวันเกิดเหตุ และน้ำเชี่ยวอย่างวันเกิดเหตุก็เคยขับมาแล้ว ไม่ว่าจะบรรทุกมากหรือน้อยก็เลี้ยวเรือได้เหมือน ๆ กัน เหตุที่เรือเอียงวูบวันเกิดเหตุเป็นเพราะตอนที่จำเลยที่ ๒ หักหัวเรือเอียงไป ๑๕ องศา ถ้าเรือไม่เอียงแล้วรถก็จะไม่ไหลไปเช่นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวเป็นเหตุปกติซึ่งนายเกลื่อนและจำเลยที่ ๒ เคยประสบมาเป็นประจำอยู่แล้วไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นเลย แสดงว่าในการขับเรือแพขนานยนต์เข้าจอดเทียบท่าแม้กระแสน้ำจะไหลเชี่ยว ถ้าจำเลยที่ ๒ จัดการระมัดระวังตามสมควรอย่างเช่นเคย เรือแพขนานยนต์ก็จะไม่เอียงและรถก็จะไม่ไหลตกทะเล เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดแต่จำเลยที่ ๒ ไม่ใช้ความระมัดระวังเพียงพอในการขับเรือแพขนานยนต์เข้าจอดเทียบท่าหาใช่เกิดแต่เหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ ๒ จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2525 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหมิตรสุราษฎร์ขนส่ง โดย นายเกียรติศักดิ์ เจริญสุข หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ กรมทางหลวง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความเจริญสุข - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหมิตรสุราษฎร์ขนส่ง โดย นายเกียรติศักดิ์ · โจทก์ - หุ้นส่วนผู้จัดการ · จำเลย - กรมทางหลวง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เลิศวิรุฬห์ · สุนทร วรรณแสง · ประมุข สวัสดิ์มงคล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายส่อง สุขะปุณณพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายดำรง อุณหวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1479/2526ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา