⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 483/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตกลงท้าแพ้ชนะกันโดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับผลของคดีอีกคดีหนึ่ง ถือเป็นสัญญาที่ผูกพันคู่กรณีตามที่ตกลงกันไว้

ย่อคำพิพากษา

คู่ความตกลงท้าแพ้ชนะกันว่า ถ้าคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่งของศาลชั้นต้นเดียวกันถึงที่สุดโดยพิพากษาว่าที่ดินเป็นของ ช.โจทก์ยอมแพ้ ถ้าคดีถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมยอมแพ้จำเลยและจำเลยร่วมยอมออกจากที่ดิน เช่นนี้เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่งนั้นถึงที่สุดโดยพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ ต่อมาได้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเป็นเวลา ๑ ปีเศษ ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลย จำเลยให้การว่า เดิมนายเชาวฤทธิ์ได้ติดต่อกับจำเลยจะก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและจะเข้าดำเนินกิจการบนที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าเป็นของตนเอง แล้วจะให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทและอาคารสิ่งปลูกสร้าง สำหรับค่าเช่าให้ใช้วิธีหักกลบลบหนี้กับสิทธิในการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน ต่อมาปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ จำเลยได้ทักท้วง แต่โจทก์และนายเชาวฤทธิ์ยืนยันให้จำเลยจดทะเบียนการเช่าโดยถือตามข้อตกลงเดิม จำเลยจึงเข้าทำการจดทะเบียนการเช่ากับโจทก์และไม่เคยชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นเรียกนายเชาวฤทธิ์เข้าเป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางช่วง นางช่วงเป็นผู้ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด ๑๕ ปี และจำเลยร่วมทำสัญญาเช่าสถานีบริการและยืมเครื่องมือกับอุปกรณ์ในการจำหน่ายน้ำมันจากจำเลยอีกต่อหนึ่ง แต่เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพราะยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนด จำเลยร่วมจึงต้องนำโจทก์ไปเป็นคู่สัญญาจดทะเบียนการเช่ากับจำเลย จำเลยร่วมกับนางช่วงเป็นผู้ครอบครองรับประโยชน์จากสถานีบริการตลอดมา โจทก์เป็นคู่สัญญาแต่ในนามโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความตกลงท้าแพ้ชนะกันว่า ถ้าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๙/๒๕๒๑ ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดพิพากษาว่าที่ดินเป็นของนางช่วง โจทก์โจทก์ยอมแพ้ ถ้าคดีถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยยอมแพ้ จำเลยและจำเลยร่วมยอมออกจากที่ดิน โจทก์สละสิทธิไม่เรียกค่าเสียหาย ปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๙/๒๕๒๑ ดังกล่าวถึงที่สุด โดยศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมออกจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่ความตกลงท้าแพ้ชนะกันว่าถ้าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๙/๒๕๒๑ ของศาลชั้นต้นเดียวกันถึงที่สุดพิพากษาว่าที่ดินเป็นของนางช่วงโจทก์ยอมแพ้ ถ้าคดีถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมยอมแพ้จำเลยและจำเลยร่วมยอมออกจากที่ดิน โจทก์สละสิทธิไม่เรียกค่าเสียหาย เมื่อปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๙/๒๕๒๑ ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ดังนี้ เห็นว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตรงตามคำท้าแล้ว คำท้าชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ และมิใช่เป็นกรณีที่จะยกเลิกคำท้าได้ จำเลยและจำเลยร่วมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2525 นายผวน วิทยาแพทย์ โจทก์ นายเชาวฤทธิ์ รายนานนท์ จำเลยร่วม บริษัทซัมมิท อินดัสเตรียล จำกัด (ปานามา) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายผวน วิทยาแพทย์ · จำเลยร่วม - นายเชาวฤทธิ์ รายนานนท์ · จำเลย - บริษัทซัมมิท อินดัสเตรียล จำกัด (ปานามา)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย ทรัพยวณิช · อนุวัตร บุนนาค · พูน จักรเสน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายสมชัย จึงประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุชาติ จิวะชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 174/2520ฎีกา 5252/2550ฎีกา 234/2491ฎีกา 952/2491ฎีกา 9909/2539ฎีกา 7/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา