⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1731-1732/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731-1732/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายต่างประมาทและระดับความประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจึงต้องหักกลบลบหนี้กันไป 2. เมื่อนายจ้างไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดก็ไม่ต้องรับผิดด้วย

ย่อคำพิพากษา

การที่รถชนกันเป็นเพราะคนขับรถของโจทก์และจำเลยต่างประมาทด้วยกัน และไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าเสียหายจึงพับกันไป ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 2 นายจ้างไม่ต้องรับผิด ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำนวนแรกและสำนวนหลังพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งสองสำนวน ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงซึ่งไม่มีข้อโต้เถียงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นายมานิตย์ ทองตราชู เป็นบุตรของโจทก์สำนวนหลัง ขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างและขับรถยนต์ตามคำสั่งของโจทก์สำนวนแรกรถได้ชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ ปัญหาว่าฝ่ายใดขับรถโดยประมาทนั้น ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า นายมานิตย์กับจำเลยที่ 1 ต่างประมาทด้วยกันและไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ปัญหานี้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาจึงยุติ คดีคงมีปัญหาตามฎีกา จำเลยที่ 2 ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองสำนวนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดในกรณีนี้ต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 และ 223 โดยต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะนายมานิตย์กับจำเลยที่ 1 มีความประมาทด้วยกันและไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันค่าเสียหายจึงควรเป็นพับกันไป ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 676/2524 คดีระหว่าง บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด โจทก์ นายปราโมทย์ สกุลวัฒนกิจ จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ 1984/2524 คดีระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นายสมฤทธิ์ เรือนจันทร์ กับพวก จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นทั้งสองสำนวน อนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคดีสองสำนวนนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731 - 1732/2526 นายสมนึก ปราบ โจทก์ นายกวน ไชยชาญยุทธิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมนึก ปราบ · จำเลย - นายกวน ไชยชาญยุทธิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสม ศรีเจริญ · กิติ บูรพรรณ์ · ธรรมสถิตย์ ธีรกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 319/2534ฎีกา 1640/2506ฎีกา 1195/2512ฎีกา 1127/2505ฎีกา 2302/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 425/2520ฎีกา 8137/2538ฎีกา 1087/2517ฎีกา 5712/2533ฎีกา 8137-8138/2538ฎีกา 3208/2528ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2424-2426/2520ฎีกา 2501/2526ฎีกา 2399/2523ฎีกา 717/2536ฎีกา 1133/2522ฎีกา 2951/2537ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2438/2535ฎีกา 1172/2514ฎีกา 463/2503ฎีกา 4209/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา