⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2006/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2006/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ผูกพันคู่ความ ย่อมทำให้การฟ้องคดีในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีก เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้แล้วเห็นว่าเป็นฟ้องซ้ำ จึงเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เมื่อโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดียังไม่เป็นการถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ได้ ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อน โจทก์จำเลยได้ตกลงกันถึงเขตที่ดินราชพัสดุที่โจทก์จำเลยเช่าและเรื่องหลังคาเรือนจำเลยว่าไม่รุกล้ำเข้าไปในส่วนที่โจทก์เช่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะกล่าวอ้างในคดีนี้อีกว่าจำเลยทำหลังคารุกล้ำเข้าไปในที่ดินราชพัสดุที่โจทก์เช่า ซึ่งเป็นการกระทำก่อนมีการฟ้องคดีก่อนย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ไม่ว่าศาลจะสั่งคำฟ้องประการใดจำเลยย่อมเป็นคู่ความ และในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิแก้อุทธรณ์ได้มิใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เท่านั้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกเรือนสองชั้นโดยทำหลังคารุกล้ำเข้าไปในที่ดินราชพัสดุซึ่งโจทก์มีสิทธิการเช่า ขอให้พิพากษาให้จำเลยรื้อหลังคาของจำเลยให้พ้นสิทธิการเช่าของโจทก์ จำเลยให้การว่า ชายคาของเรือนจำเลยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่เช่าของโจทก์ จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ คดีถึงที่สุดโดยโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าให้ถือเอาชายคาน้ำตกของเรือนจำเลยเป็นแนวเขต ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ จึงให้งดชี้สองสถานเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำ แต่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดียังไม่เป็นการถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะที่ศาลอุทธรณ์จะรับพิจารณาหรือพิพากษายกฟ้อง ควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องหรือสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษายกฟ้องโจทก์ฝ่ายเดียวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นมาและศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องเสียได้ ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่าฟ้องของโจทก์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ในคดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา ปรากฏว่าในคำฟ้องคำให้การและฟ้องแย้งในคดีก่อนก็มีปัญหาโต้เถียงกันเรื่องเขตที่ราชพัสดุที่โจทก์มีสิทธิเช่าอยู่ด้วย และโจทก์ (จำเลยในคดีก่อน) ก็กล่าวไว้ในคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลย (โจทก์ในคดีก่อน) ได้เปลี่ยนแปลงต่อเติมเรือนชั้นเดียว (เลขที่ ๖๕๑) เป็นเรือนสองชั้นซึ่งปรากฏอยู่ในขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทำหลังคารุกล้ำเข้าไปในที่ราชพัสดุส่วนที่โจทก์เช่า ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์จำเลยได้เจรจาตกลงกันถึงเขตที่ดินราชพัสดุที่โจทก์จำเลยเช่าและเรื่องหลังคาเรือนจำเลยได้ยุติแล้วว่าไม่รุกล้ำเข้าไปในส่วนที่โจทก์เช่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ มาบัดนี้โจทก์จะกล่าวอ้างขึ้นอีกว่า เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ๒๕๒๓ จำเลยได้รื้อเรือนเลขที่ ๖๕๑ ทำเป็นเรือนสองชั้นโดยทำหลังคารุกล้ำเข้าไปในที่ดินราชพัสดุที่โจทก์เช่า ซึ่งเป็นการกระทำก่อนจำเลยคดีนี้ยื่นฟ้องเป็นคดีก่อน (วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๒๓) เช่นนี้ ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้รับฟ้องของโจทก์และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียว เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ ไม่ควรให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ว่าศาลจะสั่งคำฟ้องประการใดจำเลยย่อมเป็นคู่ความ ในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ด้วย จำเลยก็มีสิทธิแก้อุทธรณ์ได้ มิใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2006/2526 นางเสียร ปั้นวงศ์ โจทก์ นางทองลาว สว่างรมย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเสียร ปั้นวงศ์ · จำเลย - นางทองลาว สว่างรมย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำรง แจ่มสุธี · พินิจ สังขนันท์ · ประเทือง วรรณพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปากพนัง · ศาลอุทธรณ์ - นายสวัสดิ์ รอดเจริญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1268/2515ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 6868/2541ฎีกา 560/2529ฎีกา 70/2518ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4564/2543ฎีกา 533/2521ฎีกา 10842/2558ฎีกา 226/2532ฎีกา 958/2552ฎีกา 1746/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา