⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2045/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2045/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่บุคคลที่เข้ามาอยู่อาศัยในทรัพย์สินนั้นโดยไม่มีสิทธิอันใด และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังการรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ * คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมมีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดิมในคดีนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพากษาจาก ป. เจ้าของเดิม จำเลยอยู่ในที่พิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอ้างได้ จึงเป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้แก่ ป. โจทก์ในคดีเดิมย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ ป. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ ค่าเสียหายของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นค่าเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่หาใช่ ค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีเดิมไม่ จึงเป็นข้อพิพาทคนละประเด็นกับค่าเสียหายของโจทก์ในคดีเดิม ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้โจทก์คดีนี้เป็นคนละคนกับโจทก์ในคดีเดิม แต่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทสืบต่อมาจากโจทก์ในคดีเดิม และจำเลยเป็นคู่ความคนเดียวกับจำเลยในคดีเดิม คำพิพากษาในคดีเดิมที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนที่พิพาทมาจากนางไปล่โจทก์ในคดีเดิม โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิในที่พิพาทต่อจากนางไปล่ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอบังคับในคดีเดิมได้ต่อไปการที่โจทก์มาฟ้องขับไล่โดยที่จำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้นใหม่หลังจากที่โจทก์ได้รับการยกให้จากนางไปล่ และโจทก์ก็มิได้กล่าวอ้างสิทธิของตนเองต่างหากจากนางไปล่ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิที่พิพาทมาจากนางไปล่เจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2518 แล้ว ที่พิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอ้างได้จึงเป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ส่วนค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้แก่นางไปล่โจทก์ในคดีเดิมย่อมสิ้นสุดลงในวันที่นางไปล่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ค่าเสียหายของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นค่าเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ หาใช่ค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีเดิมไม่ จึงเป็นข้อพิพาทคนละประเด็นกับค่าเสียหายของโจทก์ในคดีเดิมฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปนั้น จึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา คดียังคงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปอีก แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวน ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวมีว่าคำพิพากษาในคดีเดิมซึ่งวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางไปล่ โจทก์นั้นมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นฟังว่าคำพิพากษาในคดีเดิมมีผลผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145นั้น ยังไม่ชอบ เพราะตามบทกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายเฉพาะกรณีที่คู่ความในคดีเดิมและในคดีหลังเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคนละคนกับโจทก์ในคดีเดิม คำพิพากษาในคดีเดิมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถึงแม้โจทก์ในคดีนี้เป็นคนละคนกับโจทก์ในคดีเดิมก็จริงแต่โจทก์ในคดีนี้ก็ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทสืบต่อมาจากโจทก์ในคดีเดิมนั่นเอง และจำเลยในคดีนี้ก็เป็นคู่ความคนเดียวกันกับจำเลยในคดีเดิมคำพิพากษาในคดีเดิมที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ด้วย" พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,200 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2045/2526 ร้อยโทหญิงฉายพรรณ ไทยวัฒน์ โจทก์ นางละออ ประเสริฐพานิชย์การ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยโทหญิงฉายพรรณ ไทยวัฒน์ · จำเลย - นางละออ ประเสริฐพานิชย์การ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สังขนันท์ · อุดม บรรลือสินธุ์ · ปรานอม มหรรณพ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2057/2529ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1052/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 967/2491ฎีกา 6868/2541ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 4564/2543ฎีกา 4832/2536ฎีกา 226/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา