คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐภายหลังวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ต้องปรับตามมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การอุทธรณ์ว่าการกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 108 จึงไม่มีผลต่อคำพิพากษาที่ลงโทษตามมาตรา 108 ทวิ
ย่อคำพิพากษา
ประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติความผิดในการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐไว้เป็น 2 กรณี กล่าวคือถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ใช้บังคับก็เป็นความผิดตามมาตรา 108 ถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองนับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวใช้บังคับ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 108 ทวิ ซึ่งมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ใช้บังคับแล้ว และศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 108 ทวิ หาใช่ มาตรา108 ไม่ การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบหลักเกณฑ์หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 108 จึงไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอย่างอื่นได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้าง ทำไร่ ทำนา ที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกป่าโจด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘, ๑๐๘ ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ข้อ ๑๑ และสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินนั้นด้วย
จำเลยแถลงขอสู้คดีโดยไม่ยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ ให้ลงโทษจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้ ๒ ปีให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินนั้น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติความผิดในการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐไว้โดยแบ่งแยกเป็น ๒ กรณี กล่าวคือถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ใช้บังคับก็เป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๘ ถ้าเป็นกรณีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐนับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวใช้บังคับก็เป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๘ ทวิ ซึ่งความผิดตามมาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๑๐๘ ทวิ ดังกล่าวนี้มีองค์ประกอบแตกต่างกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดระหว่างวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ใช้บังคับแล้ว และศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑๐๘ ทวิ หาใช่มาตรา ๑๐๘ ไม่ การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบหลักเกณฑ์หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๐๘ จึงไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอย่างอื่นได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2526
พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์
นายไพบูลย์ วรแสน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · จำเลย - นายไพบูลย์ วรแสน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ทวี กสิยพงศ์ · ดุสิต วราโห · พิพัฒน์ จักรางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายจารุ ชาลีวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธุ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา